กุนซือเจ้าสำราญ ตะลุยสามก๊ก ตอนที่ 29

กุนซือเจ้าสำราญ ตะลุยสามก๊ก ตอนที่ 29
โดย saradio

เมื่อได้ปลดเปลื้องเสื้อผ้ากันหมดแล้ว ก็ถึงคราวลงสระบ่อน้ำร้อน ยามปกติผมก็อาบน้ำร่วมกับภรรยาทั้งสามของผมอยู่แล้ว จึงมิได้รู้สึกประหม่าแม้แต่น้อย เพียงแต่ว่ากลิ่นใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ย่อมสร้างความตื่นเต้นทางเพศให้ตื่นตัวโดยมิอาจข่มกลั่น หน้าแม้มิแสดงออก แต่ควยกลับตั้งชูชันจนหัวถอก
สองสาวใช้เมื่อเห็นเช่นนั้น ก็มิอาจข่มกลั้นความเอียงอายได้ โดยเฉพาะเสี่ยวจู นางดูมีความตื่นเต้นจนเห็นได้ และแอบลอบชำเลืองมองมังกรน้อยตัวเขื่องของผมบ่อยครั้ง บางครั้งก็หน้าแดงแอบเผยรอยยิ้มครุ่นคิดกรุ่มกริ่ม ดูท่านางคงครุ่นคิดไปไกล จนสามารถเห็นภาพขึ้นในหัว ว่าถูกมังกรน้อยตัวนี้ รุกล้ำถ้ำสวาทของนางอย่างไรบ้าง
ส่วนเสี่ยวถิงนั้น แตกต่างออกไป ถึงแม้มีความรู้สึกนึกคิดคล้ายกันกับเสี่ยวจู มีความเอียงอายจนหน้าแดงออกมาให้เห็น แต่สีหน้านางก็ยังราบเรียบและดูมีกังวลอยู่ คงยังกลัวเรื่องที่นางแอบส่งข่าวช่วยเหลืองิวอี้หลางถูกเปิดเผย จึงยังไม่มีกระจิตกระใจไปสนใจเรื่องอื่น
เมื่อทุกคนก้าวลงไปในบ่อน้ำร้อนแล้ว ฮูหยินรองก็ชักชวนให้ผมนั่งตรงแท่นโขดหินใต้น้ำริมขอบบ่อ ซึ่งมันถูกทำไว้ให้เป็นที่นั่งแช่ตัวในน้ำ สามารถนั่งเอนหลังแช่น้ำได้อย่างสบาย
ยามนั้นฮูหยินรองนั่งอิงแอบเคียงข้างผม ใช้ผ้าแพรที่ใช้สำหรับขัดตัวที่เตรียมไว้ริมสระ เอามากวักน้ำอาบขัดตัวให้ผม ส่วนเสี่ยวถิงกับเสี่ยวจูก็นั่งอยู่ตรงข้ามข้างหน้าผม ทั้งคู่ก็จับขาผมยืดเหยียดขึ้นมาพาดบนตักของนางคนละข้าง ใช้ผ้าแพรขัดตัว ขัดถูนวดบริเวณช่วงขาให้
ผมรู้สึกสบายจนหลับตาพริ้ม อารมณ์เหมือนได้มาเที่ยวอาบอบนวดที่หรูหรา มีสาวสวยมาคอยบริการให้ หากเป็นในชีวิตจริงยุคปัจจุบันของผม การที่จะแสวงหาประสบการณ์ความสุขแบบนี้ คงอยู่ได้ในเพียงความฝัน เพราะหากไม่มีเงินถุงเงินถัง คงยากที่จะทำให้เกิดขึ้นได้
แต่เมื่อผมย้อนอดีตกลับมา ประสบการณ์แบบนี้กลับหาได้ไม่ยากเกิน คิดแล้วในตอนนี้ ต่อให้ประตูกลับสู่อนาคตมาเปิดรออยู่ตรงหน้า ก็คงไม่อยากจะกลับไป
ขณะคิดผ่อนคลายอย่างสบาย จึงพูด ระบายความสุขในอารมณ์ว่า
“อาห์ ช่างวิเศษแท้ สุขสบายอะไรเยี่ยงนี้”
ฮูหยินรองฟังแล้วแปลกใจ จึงพูดว่า
“ท่านกล่าว ราวกับไม่เคยได้รับการปรนนิบัติเยี่ยงนี้มาก่อน ดูออกจะประหลาดนัก”
ผมรู้ว่าฮูหยินรอง กล่าวออกมาแบบนี้ เพราะต้องการจะหยั่งรู้ความคิดตื้นลึกหนาบางของผม ผมจึงกอดนางอย่างยิ้มหยอก แล้วบอกว่า
“บอกท่านตามความสัตย์ ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับการปรนนิบัติเช่นนี้มาก่อน”
ฮูหยินรอง ร้อง เอ๋ อย่างสงสัย
“ท่านเป็นถึงขุนนางใหญ่ ไฉนจึงขาดตกบกพร่องในเรื่องนี้ได้”
ผมจึงแสร้งถอนหายใจ พูดว่า
“เรื่องนี้ต้องว่ากล่าว โทษ ภรรยาของข้า เหอะ พวกนางนั่นไร้ความคิด ตนเองไม่ได้เรื่องก็ยังกรีดกันผู้อื่น ยามอาบน้ำก็มิเคยถูนวด ไม่เคยสรรหาสิ่งบันเทิงเริงใจให้สามี ดีแต่สนใจเรื่องของตนเองมิได้สนใจผู้อื่น ยิ่งคิดยิ่งน่าโมโห ต่อให้ขุนนางผู้อื่น ตำแหน่งต่ำต้อยกว่าข้า ยังสามารถหาความสุขได้มากกว่า ตัวข้ากลับเหมือนถูกกักขังให้จมปรักอยู่กับพวกนาง”
ฮูหยินรองฟังแล้ว ถึงกับลอบแย้มยิ้มอย่างผู้มีชัย ครุ่นคิดว่า หากเป็นดังนี้ คงหลอกล่อมันได้ไม่ยาก ยิ่งเหล่าภรรยาของมันมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้แล้ว ก็มิต้องมีความกังวลใดๆ
พลางปั้นหน้าเศร้ามีกังวล พูดว่า
“ท่านกล่าวว่าพวกนางเช่นนี้ ภายหลังพวกนางรู้เข้า จะมิย่ำแย่หรือ”
“เฮอะ ย่ำแย่ก็ย่ำแย่ ตอนนี้ข้าไหนเลยต้องการพวกนาง เพราะตั้งแต่ข้าพบเจ้าแล้ว ก็รู้ตัวเองแล้วว่า คนที่ข้าต้องการนั้นควรเป็นผู้ใด ในตอนนี้ข้าปารถนาอยู่กับพวกเจ้า มากกว่าอยู่กับพวกนางเสียอีก”
ฮูหยินรองพอฟังก็เผยยิ้มกรุ่มกริ่มเอียงอาย โน้มหน้าซบลงมาแนบอกของผม เป็นการตอบรับ ผมจึงโอบกอดนางไว้ มือหนึ่งเคลื่อนไปใต้น้ำ ล่วงเข้าหว่างขาของนาง คว้านหาจับหอยเป็นการเอากำไร
ฮูหยินรองก็พร้อมตอบสนอง นางขยับตัวให้ผมลูบล้วงเล่นได้โดยง่าย แล้วยังส่งสายตาเหมือนเป็นคำสั่งส่งซิกให้กับสองสาวใช้เปลี่ยนจากการใช้ผ้าขัดนวดเท้า มาใช้เรือนร่างขัดถูแทน ทั้งเสี่ยวถิงและเสี่ยวจู จึงแนบตัวกอดแนบกับขาผม แล้วใช้ลำตัวบดเบียดถูไถเป็นการขัดนวดให้
ผมนี่ถึงกับสยิววาบหวาม มือหนึ่งลูบล่วงเล่นหอย สองขากับถูกสองนางสี่เต้าเข้าถูบดเบียด อีกทั้งหย่อมหญ้าน้อยกลางหว่างขาทั้งสองสาวใช้ ถูไปกับขาผมจนผมรู้สึกได้
ยามนั้นมังกรน้อยถึงกับผงาดตัวพ่นน้ำ ชูหัวโผล่ขึ้นมาหายใจระบายความอัดอั้น แต่ตอนนั้นกลับยังไม่มีผู้ใดสนใจใยดีต่อมันไม่
ผมมิอาจทนทานต่อแรงยัวยุเช่นนี้ได้ จึงก้มหน้าไปจูบปากแลกลิ้นกับฮูหยินรอง เจตนาต้องการพานางให้เคลิบเคลิ้มชักชวนให้ร่วมเพศ
ฮูหยินรองนั้นเคลิบเคลิ้มไปกับการจูบแลกลิ้นในช่วงแรก แต่ก็ตัดใจผลักไสผมออก พูดเสียงไม่เกินกระซิบว่า
“ท่านกาเซียง ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา อีกชั่วครู่จะมีแขกมาขอพบท่าน ท่านรีบอาบน้ำแล้วแต่งตัวเถิด”
พลางหันไปสั่ง สองสาวใช้ เสี่ยวถิงแล้วก็เสี่ยวจู พาผมขึ้นจากสระบ่อน้ำร้อนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ทั้งสองรับคำ หยุดการกระทำยั่วยุอารมณ์เพศของผม แล้วเชิญผมขึ้นจากสระบ่อน้ำร้อน
ผมถึงกับคำราม กรนด่าในใจ ว่า อีห่าราก ทำให้ยากแล้วไม่ให้เย็ด ครุ่นคิดแล้วนี่คงเป็นแผนการปั่นหัวผม ให้ผมคลั่งนางอยากจะเย็ด จนยอมคล้อยตามนางไปทุกเรื่อง ดีหละอย่าให้กูมีโอกาส พ่อจะตะบันให้หีบานเชียว
พลางลุกขึ้นจากสระ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่พวกนางเชิญ ตอนนั้นก็คิดคาดเดาออก มาแขกที่จะมาหาผมนั้นเป็นใคร ก็จะมีใครไปได้นอกจากม้าเท้ง เพราะพวกมันรวมหัวกันที่จะเกลี่ยกล่อมผมอยู่แล้ว
แล้วก็จริงดังคาด ไม่นานม้าเท้งก็มาถึง ทั้งยังนำตัวม้าเฉียวบุตรชายมาด้วย พร้อมกับผู้ติดตามที่หอบข้าวของของขวัญมาหลายหีบเอามาเป็นของกำนัล
เมื่อเจอกันที่ห้องโถงรับรอง ก็กล่าวทักทายกันตามมารยาทประเพณี ม้าเท้งยังแนะนำให้รู้จักบุตรชายของมัน ที่ชื่อม้าเฉียว
ผมเห็นม้าเฉียว คนนี้เป็นเด็กหนุ่มอายุ 15-16 ปี หน้าตาหล่อเหลา อีกทั้งรูปร่างสูงกำยำดูองอาจเกินอายุและหน่วยก้านก็ดูน่าเกรงขาม มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีฝีมือมิใช่ชั่ว
หลังจากคาราวะทักทายกันแล้ว ม้าเท้งก็กล่าวว่า
“ยินชื่อเสียงท่านมานาน วันนี้ได้มีโอกาสพบพาน ถือว่าเป็นวาสนาโดยแท้ ส่วนของกำนัลเหล่านี้ ข้าตั้งใจนำมามอบให้ท่าน หากไม่รังเกียจ ท่านก็โปรดรับไว้”
ผมรีบกล่าวขอบคุณ ด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจ กล่าวกลับไปว่า
“ท่าน ม้าเท้ง ให้เกียรติเดินทางมาพบข้าด้วยตัวเอง ข้าก็ดีใจจนย่ำแย่แล้ว ใยต้องสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เชิญๆ เรามานั่งด้วยกันเถอะ”
ผมบอกพร้อมจูงมือม้าเท้ง ให้ไปนั่งด้วยกันโดยมิได้แยกโต๊ะ ม้าเท้งถึงกับยิ้มแย้มยินดี เข้าใจว่าผมถูกชะตามัน หากเป็นเช่นนี้ก็สามารถเกลี่ยกล่อมได้โดยง่าย ครุ่นคิดว่าแผนการอาจอาจดำเนินการไปได้อย่างราบลื่น จึงครึ้มอกครึ้มใจอยู่หลายส่วน
เมื่อนั่งกันเป็นที่เรียบร้อย ฮูหยินรองก็ให้นำสุราอาหารที่เตรียมไว้ออกมาเลี้ยงรับรอง แต่ม้าเฉียวมิคิดอยู่รับประทาน บอกกล่าวต่อฮูหยินรองว่าอยากพบ งิวอี้หลาง ฮูหยินรองจึงนำพาไป เมื่อทั้งคู่ออกไปแล้ว
ผมจึงรินสุราส่งยื่นให้ม้าเท้ง พูดกล่าวชมอย่างนอบน้อมว่า
“ข้าพเจ้าเองก็ได้ยินกิติศัพท์ท่านมาไม่น้อย พูดถึงภาคตะวันตกดินแดนเสเหลียงแล้ว ยามนี้มีผู้ใดบ้างจะไม่รู้จัก แม่ทัพปราบตะวันตก ท่านม้าเท้ง”
พลางส่งสุราให้ พร้อมดื่มคาราวะให้หนึ่งจอก ม้าเท้งถือจอกสุรา อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างภาคภูมิ แต่ก็ยังกล่าวถ่อมตนว่า
“ท่านกาเซี่ยง กล่าวชมข้าเช่นนี้ สร้างความปลาบปลื้มให้ข้ายิ่งนัก จอกนี้ข้าก็จะขอดื่มให้ท่านเช่นกัน”
พลันยกจอกสุรา ดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็นั่งพูดคุยสนทนากันจิปาถะ ด้วยอัธยาศัยถูกคอ บางดื่มบางหัวร่อ ต่อคำกันไม่หยุด ในตอนนั้นผมแสร้งทำเป็นคนปากมาก พูดจากับมันอย่างถือสนิท ชวนมันพูดคุยแต่เรื่องลามกอนาจาร ไม่เปิดโอกาสให้มันได้เข้าเรื่องเกลี่ยกล่อม มันเองก็รอโอกาสจะชักนำให้เข้าเรื่อง แต่ก็ยังไม่มีจังหวะ จึงได้แต่พูดคุยกับผมในเรื่องที่ผมชักชวนคุยไปก่อน
ส่วนม้าเฉียวกับฮูหยินรองนั้น พอแยกตัวออกไป ฮูหยินรองก็ให้เสี่ยวถิงกับเสี่ยวจู พาม้าเฉียวไปหางิวอี้หลาง เสี่ยวถิงกับเสี่ยวจู จึงพาม้าเฉียวไปยังเรือนที่ใช้กักขังตัวงิวอี้หลางอยู่
เมื่อไปถึง ม้าเฉียวก็ให้ สองสาวใช้หลบไปก่อน ตนเองจะขอพูดคุยกับงิวอี้หลางตามลำพัง สองสาวใช้เสี่ยวถิงกับเสี่ยวจู ก็ทำตามถอยออกไปยืนหลบตรงมุมทางเดิน
ม้าเฉียวเมื่อเห็นสาวใช้หลบไปแล้ว ก็เริ่มพูดคุยกับ งิวอี้หลาง ผ่านบานประตูที่ถูกคล้องโซ่ลงกุญแจเอาไว้
“คุณหนูงิว เป็นข้าเองม้าเฉียว”
ม้าเฉียว พูดทักทายก่อน แล้วก็รอฟังคำตอบ ชั่วครู่ ได้ยินน้ำเสียงใสๆของผู้หญิงวัยสาว ตอบกลับมาว่า
“ท่านมาทำกระไร”
“ข้ามาเพื่อพูดคุยกับท่าน พลันได้ยินว่า ท่านนั้นไม่ยอมตบแต่งเป็นภรรยาข้าและคิดหลบหนี จึงถูกฮูหยินรองกักขังไว้ ทำให้ข้านึกเป็นห่วง จึงมาเยี่ยมเยียนท่าน”
“ท่านก็เห็นแล้วมิใช่หรือ ไยต้องนึกเป็นห่วง หรือเป็นห่วงว่าข้าจะหนีออกไปได้”
ม้าเฉียวถึงกับอึกอัก มิรู้จะต่อคำอย่างไร เพราะมันพูดจาไม่เก่ง เก่งแต่ต่อยตี ที่มานี่ก็มาแสดงตนว่าจริงใจ หวังให้นางเปลี่ยนใจยอมแต่งงาน พลันพูดว่า
“คุณหนูงิว ไม่ทราบว่าข้านั้นบกพร่องในที่ใด ท่านถึงไม่ยินยอมแต่งงานกับข้า ขอเพียงท่านยินยอมไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใด ข้าพเจ้าก็จะหามาให้ท่าน”
งิวอี้หลางกลับบอกว่า
“ท่านนั้นมิได้บกพร่อง แต่ความรักมิอาจบังคับกันได้ ข้าพเจ้านั้นมิได้รักท่าน หากข้าพเจ้าจะแต่งงาน ก็จะขอเลือกคู่ครองเอง”
ม้าเฉียวเค้นเสียง ดัง เฮอะ กล่าวว่า
“สตรีเลือกคู่ครองเอง เกิดมาข้าพเจ้าไม่เคยได้ยิน..”
งิวอี้หลางพลันสวนว่า
“ข้าเองแต่ก่อนก็ไม่เคยได้ยิน แต่มีคนหนึ่งบอกข้าว่า สตรีก็เป็นคน สามารถมีสิทธิ์เลือกคู่ครองเองได้”
“คนผู้นั้นหากไม่บ้า ก็เป็นคนนอกรีต”
“ถึงเขาจะเป็นคนบ้าหรือคนนอกรีต ก็ยังเห็นคนเป็นคน แล้วท่านเล่า เห็นข้าเป็นคนแล้วหรือยัง ถึงได้บีบบังคับข้าถึงเพียงนี้”
ม้าเฉียวไร้คำจะโต้แย้ง ถึงกับถอนหายใจระบายอารมณ์ฉุนเฉียว ยามนั้นมิรู้จะกล่าวอะไรอีก จึงสะบัดตัวเดินกลับไป ครุ่นคิดในใจว่า จะอย่างไรนางก็ต้องแต่งงานกับข้า ถึงนางจะรักหรือไม่รักก็ตาม

ผมกับม้าเท้งนั่งดื่มสุราผ่านกันไปสักพักใหญ่ แต่จู่ๆ กลับเกิดเรื่องมิคาดฝัน พลันได้ยินเสียงเอะอะเอ็ดตะโร่ของผู้คนตรงประตูจวนด้านนอก ผมกับม้าเท้งต่างนึกสงสัย จึงพากันออกไปชมดู
ในตอนนั้นที่ด้านนอกหน้าประตู ภรรยาของผมสาม คน อาเจิน ตูตู้หลุน และตั๋งไป่ กลับมายังที่จวนนี้แล้ว เพียงแต่ว่า ไม่สามารถเข้ามาได้ ฮูหยินรองกลับพาคนมาขัดขวางไว้ ตั๋งไป่ใจร้อนเดือดดาล จึงชักกระบี่กวัดแกว่งไล่คนขวางทางแตกกระเจิงออกไป พร้อมกับจะเข้าไปทำร้ายฮูหยินรองเพื่อสั่งสอน มิคาดว่ายามนั้นม้าเฉียวออกมาจากการไปหางิวอี้หลางพอดี เห็นฮูหยินรองกำลังจะถูกทำร้าย ก็โจนทะยานเข้าช่วยเหลือ
ตั๋งไป่ไหนเลยสู้ม้าเฉียวได้ เพียงไม่กี่กระบวนท่า ก็ถูกม้าเฉียวแย่งกระบี่ไป ทั้งยังจะเข้าไปจับครากุมตัวนางเอาไว้ ตูตู้หลุนเห็นดังนั้น กลัวตั๋งไป่จะเป็นอันตรายจึงสะกิดเท้าพุ่งกายเข้าไปขัดขวางม้าเฉียว
ทั้งตูตู้หลุนและม้าเฉียว ต่างมีฝีมือว่องไว เพียงพริบตาก็พลันรุกพลัดรับกันหลายกระบวนท่า แต่ยังดูมิออกว่าผู้ใดเป็นฝ่ายมีเปรียบ ม้าเฉียวรู้สึกแตกตื่นใจไม่น้อย ที่สตรีผู้มาขัดขวางนี้มีฝีมือวรยุทธทัดเทียมตน นับว่าไม่เคยพบพานมาก่อน ยามตกประหลาดใจจึงถอยปราดออกไปก่อน แล้วยืนพินิจดูฝ่ายตรงข้าม จึงได้เห็นคู่ต่อสู้ชัดเจนว่าเป็นผู้หญิงหน้าตาสระสวย อายุประมาณ 20ต้นๆ และรูปร่างทรวดทรงทะมัดทะแมง
ยามนั้นแม้จะยังไม่รู้แพ้ชนะ แต่ม้าเฉียวกลับรู้สึกอับอายคล้ายพ่ายแพ้แล้ว เนื่องเพราะนางเป็นสตรี ทั้งยังสู้ด้วยมือเปล่า แต่ในมือมันกลับถือกระบี่ แต่เอาชนะนางไม่ได้ ตอนนั้นถึงกับพูดอะไรไม่ออก ยืนนิ่งเงียบไปพักใหญ่
ตูตู้หลุนเมื่อเห็นมันถอยออกไปยืนพินิจมองตนแน่นิ่ง ก็ไม่ได้ตามไปราวี เพราะถึงมันจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 15-16 ปี กลับมีฝีมือร้ายกาจ หลังจากปะทะฝีมือกันแล้วก็รู้ว่ายากจะเอาชนะมันได้ ครุ่นคิดว่าหากพวกมันมียอดฝีมือเช่นนี้อยู่ ก็ไม่ควรบุ่มบ่ามเข้าไป จึงพาตั๋งไป่ถอยไปรวมกลุ่มกับอาเจิน และตนเองยืนคุมเชิงไว้รอดูท่าที