กุนซือเจ้าสำราญ ตะลุยสามก๊ก ตอนที่ 30

กุนซือเจ้าสำราญ ตะลุยสามก๊ก ตอนที่ 30
โดย saradio

ผมกับม้าเท้งในตอนที่ออกมาเห็นเหตุการณ์นั้น ทันได้เห็นตูตู้หลุนปะมือกับม้าเฉียวพอดี แต่ยังไม่ทันตะโกนห้าม ทั้งคู่ก็แยกจากกัน ม้าเท้งจึงตะโกนถามเสียงดัง ตวาดไปก่อน ทั้งที่ตัวยังไม่ถึง ว่า
“มันเกิดเรื่องราวใด ไฉนจึงเกิดการวิวาทขึ้น”
เสียงของมันทำเอาผู้คนสะดุดหยุดอยู่กับที่ หันมามองทางทิศทางที่ม้าเท้งกับผมกำลังเดินมา ภรรยาของผมทั้งสามเมื่อเห็นผมเดินมาพร้อมกับม้าเท้ง ก็ดีใจร้องเรียก ท่านพี่แทบเป็นเสียงเดียว
ตั้งไป่ระงับความดีใจไม่อยู่ รีบวิ่งมาหาผมแล้วเกาะดึงแขน ชี้นิ้วมือหนึ่งไปยังฮูหยินรองอย่างเครียดแค้น รีบฟ้องว่า
“กาเซี่ยง นางมารร้ายนี่กรีดกันไม่ให้เราเข้าไป อ้างว่าเจ้ารับนางเป็นภรรยาแล้ว เจ้าจะตั้งให้นางเป็นฮูหยินใหญ่ และยังบอกอีกว่าเจ้าไม่ต้องการพวกเราแล้ว เลยจะขับไล่เราไปไม่ให้เจอเจ้า เหอะ เรื่องตลกเช่นนี้ จะมีผู้ใดยินยอมเชื่อ นางหากไม่เพ้อฝัน ก็ละเมอกลางวัน เมื่อเจ้าออกมาก็ดี จะได้พูดให้นางรู้สึกตัวตื่นเสียที จะได้หยุดละเมอเพ้อฝันกลางวัน”
ตั๋งไป่ ฟ้องใส่เป็นชุด สีหน้าเยาะหยันฮูหยินรองถึงที่สุด มั่นใจเชื่อว่า สิ่งที่ฮูหยินรองกล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ฮูหยินรองไหนเลยยอมแพ้ พลันเชิดหน้าใส่ตั๋งไป่ แล้วเค้นเสียงดัง หึ ก่อนจะยิ้มเยาะกลับคืนไป พูดว่า
“ก็ดี จะได้รู้กัน ว่าสิ่งที่ข้าพูดนั้นจริงหรือไม่”
แล้วเดินมาหาผมยึดเกาะแขนอีกข้างหนึ่ง พูดเสียงอ้อนว่า
“ท่านพี่ ถึงตอนนี้แล้ว ท่านก็บอกพวกนางจากปากท่านเองเถิด ว่าท่านรับข้าเป็นภรรยาแล้วจริงหรือไม่ ”
ตอนนี้ทุกสายตากลับจ้องมองผมเป็นตาเดียว โดยเฉพาะ อาเจิน ตูตู้หลุน และตั๋งไป่ ต่างรอว่าผมจะพูดว่ากระไร
ผมต้องร่ำร้องในใจ ว่าฉิบหายแล้ว นี่นับว่าผิดแผนออกไป โบราณถึงว่า คนคำนวณหรือสู้ฟ้าลิขิต ผมไม่คิดว่าพวกนางจะปะทะกันก่อน ก่อนที่ผมจะบอกพวกนางให้รู้ และแถมตอนนี้ยังอยู่ต่อหน้าม้าเท้งเสียด้วย หากผมแสดงความลังเลใจเข้าขางเมียเก่าแม้แต่นิดเดียว ทั้งม้าเท้งและฮูหยินรองก็อาจจะไม่ตายใจสนิท
เรื่องกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม จะให้เสียแผนการไม่ได้ ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันที่หลัง แก้ไขไปตามสถานการณ์ก่อน จึงตีสีหน้าราบเรียบ พูดเสียงเย็นชากับตั๋วไป่ว่า
“ที่ฮูหยินรอง กล่าวมานั่น ถูกต้องแล้ว ข้าจะรับนางเป็นภรรยา และต่อไปนี้ พวกเจ้าไม่ต้องมาหาข้าอีก”
สิ้นคำพูดของผม ทั้งอาเจิน ตูตู้หลุนและตั๋งไป่ เหมือนถูกฟ้าผ่ากลางกระหม่อม ทั้งหมดนิ่งอึ้ง งงกันไปหมด แทบจะกล่าวคำพูดอะไรออกมาไม่ได้
ผมจึงจับมือตั๋งไป่ ที่เกาะแขนออก แล้วพาฮูหยินรองเดินหลบออกมาห่างๆ ก่อนพูดต่อไปว่า
“เมื่อพวกเจ้าได้ยินชัดกันแล้ว ก็เชิญกลับไปได้ ต่อไปพวกเราเดินกันคนละทาง แล้วอย่าได้มาก่อกวนวุ่นวายที่นี่อีก”
อาเจิน ตูตู้หลุน และตั๋งไป่ ต่างสะเทือนใจกันไม่น้อย ตูตู้หลุน ถึงกับหลุดปากเรียกผมเบาๆ ว่า พี่เจ๋ง สีหน้าท่าท่างของนาง คล้ายงุงงง กับท่าทีของผมที่เปลี่ยนไป ตั๋งไป่นั้นพอหายช๊อก ก็ร่ำไห้หลั่งน้ำตาอาละวาด ชี้หน้าด่าตวาดผมว่า
“กาเซี่ยง เจ้าคนเลว ดีหละ วันนี้ข้าไม่ฆ่าเจ้า ข้าไม่ใช่คน”
นางพลันจะวิ่งเข้ามาทำร้ายผมเพื่อระบายโทสะ ไม่คาดว่า อาเจินที่เงียบงันมานาน พลันตวาดห้ามน้ำเสียงเฉียบขาดว่า
“ไป่เอ๋อ เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้ อย่าได้ทำอันใดที่ขายขี้หน้ามากไปกว่านี้อีก”
เสียงของอาเจิน ทำเอาตั๋งไป่ต้องชะงักไม่กล้าอาละวาด เพราะตั้งแต่พวกนางได้เจอหน้าและสนิทกัน ตั๋งไป่ดูจะเชื่อฟังอาเจินมากที่สุด เมื่อเทียบกับผมแล้ว ตั๋งไป่ยังจะเชื่อฟังอาเจินมากกว่า เมื่ออาเจินสั่งเสียงเฉียบขาดมาขนาดนี้ ทำให้นางไม่กล้าที่จะอาละวาด แต่ยังรู้สึกอัดอั้นตันใจ แม้จะหยุดแต่ก็ยืนร้องร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายผู้คน อาเจินเห็นดังนั้นจึงบอกให้ตูตู้หลุนไปเอาตัวตั๋งไป่ออกมา จากนั้นก็มองมาทางผม สีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวด กล่าวถามว่า
“พี่เจ๋ง พี่กำลังเล่นอะไรอยู่”
อาเจินกลับพูดกับผมมาเป็นภาษาไทย แม้จะไม่ชัด แต่ผมก็ฟังออก เพราะผมเจอนางเป็นคนแรกตั้งแต่ย้อนยุคมา ในตอนนั้นผมมักจะพูดภาษาไทยเวลาบ่นหรือพูดกับตัวเอง แล้วหลังจากได้นางเป็นเมีย นางก็หลอกถามลักจำเรียนรู้จากผมไปไม่น้อยเกี่ยวกับภาษาไทย เนื่องเพราะนางอยากรู้ว่า เวลาผมบ่นพูดอะไรที่เป็นภาษาไทย มีอะไรที่ว่ากล่าวถึงนางไม่ดีบ้าง ภายหลังนางถึงกับฟังออก และเรียนรู้ภาษาไทยติดตัวไปไม่น้อย ไม่คิดว่านางจะใช้เอามาพูดกับผมในตอนนี้
นี่แสดงว่านางมีความเคลือบแคลงสงสัยจากท่าทีที่ผิดปกติไปของผม เลยคิดว่าผมกำลังน่าจะดำเนินการอะไรบางอย่างอยู่ จึงใช้ภาษาไทยสื่อสารกับผม เผื่อผมจะมีอะไรต้องการบอกกับนาง โดยที่ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ ก็จะได้บอกผ่านทางภาษานี้
ผมนี่ถึงกับแอบลอบยิ้มในใจ ไม่คิดว่าอาเจินจะจับพิรุธผมได้จนมองออก นี่ถ้าถามผมว่าเมียคนไหน เท่าทันผมมากที่สุด คงต้องบอกว่าอาเจิน เมื่อนางปูทางมาแบบนี้ ก็ทำให้ผมหาวิธีที่จะทำให้แผนการดำเนินการไปได้ดังเดิม
แต่จะพูดตอบกลับไปแบบธรรมดา ฮูหยินรองกับม้าเท้งอาจคิดเห็นเป็นพิรุธสงสัยว่าคุยอะไรกัน จึงแสร้งทำเป็นโมโหอาเจิน พูดด่านาง ด้วยภาษา จีนคำ ไทยคำ ผสมผสานกัน ในคำจีนผมด่านางเสียหายพูดจาชวนทะเลา แต่คำไทย แอบส่งข้อความที่จะบอกถึงอาเจิน
อาเจินเมื่อจับเอาคำไทยมารวมประโยคแล้ว ได้ใจความว่า
//พวกเจ้ากลับไปก่อน 3 ทุ่มให้หลุนเอ๋อแอบมาหาข้าที่เราพักอยู่ เอายาที่จะให้งิวอี้หลางกินมาด้วย//
นางเมื่อได้ใจความดังนี้ ก็ตอบโต้กลับ ทำทีเป็นโมโหที่โดนด่า พูดด่าแบบจีนคำไทยคำเหมือนผมกลับมาบ้าง หากไม่นับภาษาจีน ฟังแต่ภาษาไทย ก็จะได้ใจความว่า
//ถ้าอย่างนั้น ก่อนไปขอถามคำ เย็ดกันแล้วหรือยัง//
ถอยคำนี้ พอรวมประโยคแปลออก ผมถึกกับแอบสะดุ้ง ไม่คิดว่านางจะมาถามเอาตอนนี้ แถมถามแบบโท้งๆตรงๆ ชนิดฟังแล้วถึงกับซี๊ดปาก จะว่าไป คำว่าเย็ดภาษาไทยนั้นผมเป็นคนสอนนางเอง แต่นางคงไม่รู้ว่าเป็นคำหยาบเพราะผมไม่เคยบอก ตอนนั้นครั้งจะโกหกก็ใช่ที่ เพราะกับเมียที่ชื่ออาเจินคนนี้ มีดีหลายอย่างที่ทำให้ผมกริ่งเกรงใจ จึงตอบสั้นๆ ว่า
“แล้ว…”
เท่านั้นเองอาเจินถึงกับด่าใส่เป็นชุด มีแต่ภาษาจีนไม่มีภาษาไทยป่น อันนี้แสดงว่าด่าจริง นางคงโมโห ที่ผมไปมีสัมพันธ์กับฮูหยินรอง เพราะคนอย่างฮูหยินรองอาเจินไม่ชอบเท่าไหร่ หากเป็นคนอื่นก็คงไม่โมโหขนาดนี้ อีกทั้งตอนนี้คิดว่าผมมีแล้วสาม แถมยังจะมีงิวอี้หลางเป็นว่าที่เมียอีกหนึ่ง มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่นี่ยังอุตสาห์ ไปคว้าคนอย่างฮูหยินรองมาอีกได้ หากเป็นคนอื่นนางก็คงไม่โมโหโกธาขนาดนี้ เพราะรู้ดีว่าคนอย่างฮูหยินรองไม่ควรคบค้าสมาคมด้วย อาเจินนี้ดูไปแล้วเหมือนเครื่องแสกนเมียน้อยยังไงยังงั้น
ในตอนนั้น ม้าเท้งกับฮูหยินรอง เห็นผมกับอาเจินทะเลาะกัน ด่ากันน้ำไหลไฟดับ แม้คำหลายคำฟังไม่ออก เข้าใจว่าเป็นภาษาท้องถิ่น แต่ที่ฟังออกนี่ก็รู้ว่า ทะเลาะกันถึงขั้นแตกหัก ก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่องใจ ไม่ได้ติดใจสงสัยอันใดเลยแม้แต่น้อย
ส่วนอาเจินยิ่งด่ายิ่งอารมณ์ขึ้น ผมกลัวว่าจะพาลเสียแผน เลยรีบตัดบทว่า
“พอแล้ว (กลับไปก่อน) เพราะพวกเจ้าเป็นแบบนี้ข้าถึงเบื่อหน่าย(เดี๋ยวไว้อธิบายที่หลัง) ถ้าด่าพอแล้วก็เชิญไสหัวกลับไปได้ (มันจะเสียแผน) แล้วต่อไปเราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ถือว่าเราสิ้นสุดกันเพียงเท่านี้ ”
อาเจินเค้นเสียงดัง เฮอะ พูดขบเคี้ยวฟัน ว่า
“(อะไรๆก็แผน มีแต่แผน แผนเยอะนะมึง) หึ.. เมื่อเจ้าด่าขับไล่ข้าขนาดนี้ ข้าก็คงไม่กล้าหน้าด้านอยู่อีก เอาเถอะ เมื่อเจ้าตัดสินใจเยี่ยงนี้แล้ว เราก็คงไม่มีอันใดต้องพูดกัน … ไป พวกเรากลับกันเถอะ”
ประโยคหลังนางหันไปบอกตูตู้หลุนกับตั๋งไป่ให้กลับ ทั้งสองคนมิรู้ความนัยฟังภาษาไทยไม่ออกกลับไม่ยอมกจะลับ เพราะยังอยากจะพูดคุยกันให้รู้เรื่องมากกว่านี้ แต่อาเจินแอบส่งสายตาให้ตูตู้หลุน ตูตู้หลุนเห็นสายตาอาเจินเหมือนมีอะไรบางอย่าง จึงฉุกคิดว่าต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ จึงยอมกลับตามอาเจินแต่โดยดี แล้วดึงลากตั๋งไป่ให้กลับตามไปด้วย
ทั้งสามคนเมื่อออกไปจากบ้านตะกูลงิวแล้ว ผมต้องลอบถอนหายใจโล่งอก แต่แสร้งพูดบ่นไล่หลังพวกนางตามไปว่า
“เหอะ ไปเสียได้ก็ดี ต่อไปนี้ชีวิตข้าจะได้มีความสุขกับคนที่ข้ารักเสียที มิต้องจมปรักอยู่กับพวกเจ้า”
ฮูหยินรองกับม้าเท้งฟังแล้วต่างมองหน้ากัน ครุ่นคิดเห็นคล้ายกันว่า มันถึงขนาดไล่เมียทั้งสามคนของมันไปอย่างไม่ไยดี เช่นนี้คงหลุมหลงงมงายจนหัวปรักหัวปรำแล้ว
ฮูหยินรองจึงแสร้งทำเป็นสะอึกสะอื้นร่ำไห้ ตีสีหน้าเศร้าพูดกับผมว่า
“ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าไม่ต้องการไล่พวกนาง เพียงในตอนแรกข้าพเจ้าบอกพวกนางว่า ท่านรับข้าพเจ้าเป็นภรรยาแล้ว จึงอยากสนิทสนมพูดคุยกับพวกนาง มิคาดว่าพวกนางไม่เพียงไม่ยอมรับแต่ยังจะรุมทำร้ายข้าพเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าได้แต่ต้องป้องกันตัว จึงเรียกคนมาไล่พวกนางออกไปก่อน”
ผมเลยแสร้งแย้มยิ้มปลอบนาง ว่า
“เจ้าทำถูกแล้ว ความจริงข้าก็จะหาโอกาสไล่พวกนางอยู่เช่นกัน เพียงแต่ยังไม่มีโอกาส ตอนนี้ถือว่าโชคดีที่ได้โอกาสประจวบเหมาะ จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป ต่อไปข้าจะได้มีเจ้าเพียงคนเดียว”
ฮูหยินรองได้ฟังดังนั้นก็แย้มยิ้มแก้มปริ จึงเอนหน้ามาซบอกผม ม้าเท้งเห็นดังนั้นก็ปรบมือหัวเราะชอบใจ พูดว่า
“ที่แท้ท่านทั้งสองคนมีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้เอง ข้าต้องขอแสดงความยินดีด้วย หากถึงวันมงคล คงต้องขอไปดื่มเหล้ามงคลของพวกท่านสักจอกหนึ่ง”
ผมทำเป็นเคอะเขินเล็กน้อย พลันขยับตัวออกจากฮูหยินรอง ยกมือประสานคาราวะม้าเท้ง พูดว่า
“ข้าพเจ้า ต้องเชิญท่านแม่ทัพแน่นอนอยู่แล้ว ถึงวันนั้นก็อาจรบกวนให้ท่านมาเป็นผู้ใหญ่สู่ขอนางด้วย”
ม้าเท้งยิ่งดีอกดีใจ คิดว่าผมให้ความสนิทนับถือมันมาก เช่นนี้จะหลอกล่อมันมาเป็นพวกก็จะทำได้โดยง่าย จึงตกปากรับคำ
ชั่วครู่ ผมก็พลางแสร้งตีหน้าเศร้าถอนหายใจ ครุ่นคิด ม้าเท้งนึกสงสัย ถามว่า
“ท่านกำลังคิดสิ่งใด”
ผมถอนหายใจอย่างหนักใจ ก่อนตอบว่า
“เฮ้อ แต่มิแน่นัก ว่าข้าพเจ้าจะสมหวัง ดีไม่ดีอาจมีคนมาขัดขวาง”
ทั้งม้าเท้งและฮูหยินรองพอได้ฟัง ต่างฉงนสงสัยแอบชำเลืองมองกัน ม้าเท้งจึงพูดให้ความมั่นใจ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“ข้าอยู่ที่นี่ทั้งคน ผู้ใดกล้าขัดขวาง เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลรักษางานมงคลของเจ้าเอง ถึงแม้ภรรยาเจ้าผู้นั้นจะมีฝีมือมิใช่ชั่ว แต่นางคนเดียวก็ไม่อาจสู้คนของข้าได้ อีกทั้งข้ายังมีม้าเฉียวผู้บุตรผู้เก่งกาจ ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากออกมาคำเดียว จะให้มันพาคนไปจับตัวนางเสียแต่ตอนนี้ เพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลม ก็ยังได้”
ผมส่ายศีรษะ กล่าวว่า
“ข้าพเจ้า มิได้กังวลถึงนาง หากแต่เป็นลิฉุย”
คำว่าลิฉุยพอออกจากปากผม ก็สร้างความตื่นตกใจให้กับม้าเท้งและฮูหยินรองไม่น้อย ม้าเท้งจึงถามว่า
“ไฉน ลิฉุย ต้องมาขัดขวาง”
ผมจึงสร้างเรื่องอธิบายว่า
“พวกท่านเองก็ทราบว่า ลิฉุย แต่เดิมเป็นลูกน้องของตั๋งโต๊ะ ตั๋งไป่ก็เป็นหลานของตั๋งโต๊ะ พวกมันมีความสัมพันธ์ผูกพันธ์กันอยู่ ความจริงแล้วที่ข้าพเจ้าได้ตั๋งไป่เป็นภรรยานั้น ก็เพราะลิฉุยเป็นคนยัดเยียดให้ ในทีแรกข้าพเจ้าคิดว่า ลิฉุยปารถนาดีมอบสาวงามให้เป็นรางวัล ที่ช่วยมันเอาชนะลิโป้ได้ แต่ที่ไหนได้ มันกลับส่งนางมาคอยสอดส่อง ควบคุมความเคลื่อนไหวของข้าพเจ้า กลัวข้าพเจ้าคิดไม่ซื่อต่อมันในภายหลัง ตั๋งไป่เมื่อถูกข้าไล่ไปในลักษณะนี้ นางจะต้องนำความไปบอกลิฉุยเป็นแน่”
ม้าเท้งกับฮูหยินรองต่างพากันนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่า แผนส่งนางงามไปเป็นไส้ศึกนี้ ลิฉุยจะนำมาใช้ก่อนแล้ว ตอนนั้นเรื่องราวที่ผมนำมาแต่งผูกโยง ฟังดูมีเหตุมีผลจนน่าเชื่อถือ ม้าเท้งจะไม่เชื่อก็ไม่ได้ จึงถามว่า
“แล้วที่นี้ ท่านจะทำอย่างไร”
ผมจึงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนระบายลมหายใจหนักหน่วง เหมือนตัดสินใจได้ แล้วกล่าวว่า
“ดีหละ หากลิฉุยจะขัดขวางข้า หรือเอาโทษข้าในเรื่องนี้คงได้เห็นดีกัน ข้าเมื่อช่วยมันให้เป็นใหญ่ได้ ก็ล้มมันได้เช่นกัน”
ม้าเท้งพอฟังประโยคนี้ นัยน์ตาถึงกับส่อประกาย รีบพูดสัมทับว่า
“ดี ตัดสินใจได้ดี ถ้าเช่นนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าขออยู่ข้างท่าน”
ผมจึงรีบประสานมือคาราวะขอบคุณ เมื่อผมพูดจาเข้าทางมันแบบนี้ มันจึงรีบฉวยโอกาส เชิญผมเข้าไปดื่มเหล้าคุยกันต่อ
ครั้งนี้ม้าเท้งชวนผมมานั่งดื่มกันในห้องปิดสนิท และชักชวนพูดถึงลิฉุยโดยเจตนาใส่ไฟยุยงชัดเจน ผมก็แสร้งทำเป็นเกลียดชังลิฉุยไปด้วย แล้วแต่งเรื่องด่ามันสารพัด จนชนิดที่ว่าตัวมันอยู่เตียนอันมิรู้ความคงจามเสียหลายตลบ
ม้าเท้งคิดว่าผมเล่ามาเป็นเรื่องจริง ก็ชักชวนให้ผมเอาใจออกห่าง หากไม่ต้องการอยู่ภายใต้อาณัติมันก็หาทางกำจัดมันเสีย ผมแสร้งลังเลในทีแรก แล้วทำเป็นคล้อยตามมันภายหลัง จนในที่สุดตกลงใจพูดว่า
“ดี ..คนอย่างลิฉุยความจริงก็ไม่เหมาะสมบริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว หากได้ท่านม้าเท้งเข้าไปดูแลจัดการ คงจะเหมาะสมมากกว่านี้”
ม้าเท้งยินดียิ่ง รีบพูดว่า
“หากได้ท่านร่วมมือ การใหญ่จะคงสำเร็จได้โดยง่าย เมื่อกำจัดลิฉุยแล้ว ข้ากับท่านจะได้ช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดิน เชิดชูฮ่องเต้ ฟื้นฟูอำนาจราชสำนัก”
ผมทำสีหน้าเห็นด้วยเป็นมั่นเหมาะ แล้วพูดว่า
“คิดจะยกทัพไปตีเตียนอัน กำจัดลิฉุย จำต้องมีแผนการที่ดี ไม่ทราบว่า ท่านมีแล้วหรือไม่”
ม้าเท้งถอนหายใจ กล่าวว่า
“ข้าเองก็คิดเรื่องนี้อยู่ แต่ก็ยังหาแผนการดีๆไม่ได้ เออ..แล้วท่านพอจะมีแนะนำข้าบ้างหรือไม่”
ผมยิ้มพยักหน้า และจึงอธิบายลักษณะชัยภูมิเส้นทาง ระหว่างเสเหลียงถึงเตียนอัน ว่ามีชัยภูมิไหนเหมาะสมที่จะทำการใดบ้าง จากนั้นจึงพูดว่า
“คิดจะตีเตียนอัน ต้องเดินทัพเร็วจนมิทันให้ลิฉุยตั้งตัว แล้วเข้ายึดด่านเองเปงก๋วนก่อน เมื่อทำได้ดังนี้ ก็สามารถเข้าตีกำแพงเมืองเตียนอันได้ง่าย”
พลางอธิบายรายละเอียดปลีกย่อยลงไป ว่าจะวางกำลังจุดไหนยังไง บุกตีกำแพงเมืองด้วยวิธีไหน สิ่งที่ผมบอกไม่ใช่วิธีที่กุขึ้นเล่นๆ เป็นวิธีที่สมเหตุสมผล และเป็นไปได้ หลายอย่างที่ผมบอกอธิบายล้วนตรงกับความคิดของม้าเท้ง มันเองก็ใช้ว่าจะไม่มีแผนในใจ แผนนี้ที่จริงมันก็เคยคิดไว้และคิดว่าเป็นแผนที่ดีที่สุด เพียงแต่ติดที่ว่า จะเดินทัพอย่างไรให้เร็วจน บุกยึดด่านเองเปงก๋วนได้ทันก่อนที่ลิฉุยจะส่งกำลังทหารเสริมการป้องกันได้ทัน ดังนั้นเมื่อมันรับฟังแล้ว จึงพูดตามจริงว่า
“แผนการนี้ใช้ว่า ข้าไม่เคยคิด เพียงแต่ติดปัญหาตรงที่ว่า จะเดินทัพอย่างไรให้เร็วจนสามารถเข้ายึดด่านเองเปงก๋วนก่อนกำลังเสริมของลิฉุยจะมา ต่อให้ข้าเดินทัพเร็วที่สุดทั้งกลางวันกลางคืน คิดคำนวณหลายตลบแล้ว จะอย่างไรก็ยังมิทันการณ์ ดังนั้นแผนการนี้จึงใช้ไม่ได้”
ผมไม่คิดมาก่อนว่ามันก็คิดแผนนี้ไว้ในใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยิ่ง อธิบายง่าย จึงหัวเราะพูดว่า
“หากท่านมีสัมภาระมาก ก็เดินทัพช้า หากท่านมีสัมภาระน้อยก็เดินทัพเร็ว ที่เดินทัพช้าเพราะติดต้องรอทัพเสบียง หากไม่ต้องรอทัพเสบียง กองทัพของท่าน สามารถเดินทัพถึงด่านเองเปงก๋อนได้ภายในกี่วัน”
“เฮอะ หากไม่ต้องรอทัพเสบียง ย่อมสามารถเดินทัพถึงเองเปงก๋วน ได้ภายในเวลาไม่เกิน 15 วัน ย่อมสามารถเข้ายึดด่านได้ก่อนลิฉุยจะส่งกำลังมาเสริม แต่หากไม่มีเสบียง ก็ไม่ต้องไปรบหรอก เพียงแค่ทหารข้าเดินทัพได้สามวัน ก็อดตายแล้ว …ข้าว่าท่านเมาแล้วหละ ไว้คุยต่อกันพรุ่งนี้เถอะ”
คำหลังม้าเท้งพูดตัดบทน้ำเสียงหงุดหงิด เพราะรู้สึกว่าผมยิ่งพูดยิ่งออกทะเล คิดว่าคงจะเมา พลางเกิดความไม่แน่ใจว่า กาเซี่ยง แท้จริงมันฉลาดจริงหรือไม่
ผมจึงหัวเราะไม่ได้ถือสา เลยพูดให้มันเข้าใจ ว่า
“จะว่าไปข้าก็เมาอยู่บ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นเลอะเทอะ เมื่อเสนอแผนการนี้ย่อมต้องมีทางออกเรื่องเสบียงอยู่แล้ว วิธีที่จะเดินทัพให้เร็วไปยึดด่านเองเปงก๋วนก่อนลิฉุยนั้น ควรให้ทหารคุมเสบียงปลอมเป็นขบวนคาราวานสิ้นค้า นำพาเสบียงล่วงหน้าไปก่อน ส่วนกองทัพก็จะตามไปที่หลัง และจะใช้วัวใช้แกะหรือ แพะ เป็นเสบียงในกองทัพ แล้วต้อนมันให้วิ่งตาม คำนวณปริมาณให้เลี้ยงทหารได้ยี่สิบวัน พวกสัตว์สี่ขา มันไม่มีล้อต้องใช้ม้าลาก เมื่อติดที่ทุระกันดารมันเดินเองได้ไม่ต้องดันต้องเข็นให้เสียเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งเดินทัพก็ยิ่งเร็ว เพราะวัวแกะถูกกินไปจนเหลือน้อย ภาระถ่วงกองทัพก็น้อยลง เมื่อไปถึงด่านเองเปงก๋วน ต่อให้วัวแกะหมดไป ก็ยังมีเสบียงที่ล่วงหน้ามาก่อนรออยู่ ท่านว่าวิธีนี้ จะเดินทัพได้เร็วพอหรือไม่”
ม้าเท้งหน้านิ้ว ขมวดคิ้วคิดตาม ยิ่งคิดยิ่งเป็นไปได้ พลันดวงตาทอประกายคล้ายเห็นแสงสว่าง ตีหน้าขาดังฉาด พูดอย่างยินดีว่า
“วิเศษแท้ วิธีเช่นนี้ ท่านก็คิดขึ้นมาได้ หากทำตามนี้ ย่อมยึดด่านเองเปงก๋วนได้ก่อนแน่นอน มามา คืนนี้เรามาดื่มกันให้หนำใจกันไปเลย”
ม้าเท้งชวนดื่มอย่างยินดีปรีดา ในใจคิดล่วงหน้าไปถึงเตียนอันแล้ว ตอนนั้นผมดื่มเหล้าไปอีกหลายจอก พอรู้ตัวว่ามึนเมาเพียงพอแล้ว ก็แสร้งเมาอ้อแอ้ ลดการดื่มลง หากมันชวน ก็ทำเป็นดื่ม แต่เหล้ามิได้เข้าปากราดรดหกลงมาเสียส่วนใหญ่ พอเห็นว่ามืดค่ำแล้ว ตูตู้หลุน คงใกล้จะมา ก็เลยแสร้งเมาหลับไป
ม้าเท้งพอเห็นผมหลับ มันก็ออกจากห้อง ทิ้งให้ผมนอนอยู่ตรงนั้น พอมันออกไปสักพัก ผมจึงค่อยลุกขึ้นมา แล้วแอบออกจากห้อง ไปยังห้องที่ผมเคยพักอยู่ในตอนแรกที่มาพร้อมภรรยา เพื่อดักรอตูตู้หลุน
ยามนี้ห้องนี้ไม่ได้ใช้งาน ไม่มีคนอยู่เลยเปิดประตูเข้าไปรอในนั้น ไม่คาดว่าเพียงเปิดประตูออก ก็ถูกมือดึงพรวดเข้าไป พร้อมกระบี่ที่จี้เข้ามายังคอหอย ผมตกใจไม่น้อย แต่พอเหลือบแลดูเห็นเป็นสตรีแต่งชุดรัดกุมสีดำ ปิดบังโฉมหน้า ถึงไม่เห็นหน้า ก็รู้ว่าใคร หากไม่ใช่ตูตู้หลุน
“ข้าเอง”
ผมบอกเสียงแผ่วเบา ตูตู้หลุนกลับเค้นเสียงดัง ชิ พูดว่า
“รู้แล้ว ”
พลางลดกระบี่ลง ก่อนพูดว่า
“ใจจริงยากจะแทงพี่ท่าน ให้เข้าสักแผลหนึ่ง”
พูดจาอากัปกิริยาแบบนี้ ไม่บอกก็คงรู้ ว่าอาเจินคงเล่าให้นางฟังแล้ว เรื่องผมมีอะไรกับฮูหยินรอง