อาถรรพ์ปลัดขิก ตอนที่ 4 คำเตือนของพ่อ

อาถรรพ์ปลัดขิก ตอนที่ 1 ปลัดขิกงิ้วดำ
โดย Kamen Rider V-3

ตกค่ำของวันนั้นหลังจากที่ภูตแห่งปลัดขิกได้ใช้พลังอำนาจ สะกดจิตให้วิไล และหนิง ลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้น
แล้วสั่งให้ทั้งสองเดินกลับไปยังที่อยู่ของตน ป๊อดก็เริ่มรู้สึกตัวว่า เมื่อหลายชั่วโมงที่ผ่านมาเขาได้สร้างเรื่อง
ที่ไม่สมควรให้เกิดขึ้นไว้หลายอย่าง เขาล้มตัวลงนอนนิ่งและครุ่นคิดว่าเขาได้ทำเกินเลยไปหรือไม่
มาหลายชั่วโมงแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะสะใจที่ได้แก้แค้น และให้บทลงโทษแก่สองแม่ลูกที่ดูถูกเขาไปอย่างสาสะสม
แต่เขากลับไม่มีความสุขเลย ทั้งนี้ก็เพราะเขารู้แก่ใจตัวเองดีว่า เขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดขึ้น

ภูตแห่งปลัดขิกล่วงรู้จิตใจของผู้ที่ตนเองสถิตย์อยู่ จึงพูดขึ้นว่า

“ไอ้หนู….เอ็งเลิกกังวลได้แล้ว….สองแม่ลูกนั่น ตอนนี้มันสบายตัวหลับปุ๋ยไปแล้ว…พวกมันไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร
เพราะพวกมัน ถูกข้าลบความทรงจำไปหมดแล้ว”

ในเวลาเช่นนี้ ป๊อดรู้สึกดีใจที่มีน้าขิกอยู่เคียงข้าง คอยช่วยเหลือ และคอยให้คำปรึกษา เพราะในตอนนี้เขาก็เปรียบเหมือน
อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้

“น้าขิก…ผมถามจริงๆเหอะ…น้าเป็นอะไรกันแน่…แล้วน้ารู้จักพ่อผมได้ยังไง”

“เออ….ข้าเองก็ไม่รู้ว่าข้าเป็นตัวอะไร ข้าจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย ข้ารู้แต่ว่าตอนที่พ่อเอ็งไปเจอข้า
ข้าน่ะเจ็บปวดทุกข์ทรมานเหลือเกิน ข้าถูกกักขังไว้ด้วยไฟที่ร้อนระอุ มันลุกโชนล้อมรอบตัวข้ามาเป็นเวลาช้านาน
หากไม่ได้พ่อเอ็งช่วยข้าไว้ ข้าก็คงต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน”

ป๊อดตาโตอย่างสนใจ ขนาดน้าขิกที่มีพลังอำนาจขนาดนี้ ยังต้องให้พ่อเขาช่วยอีกหรือนี่ เขาไม่เคยรู้เรื่องราวใดๆของพ่อเลย
จำได้แต่เค้าหน้าของพ่อเท่านั้น

“พ่อเอ็งมีวิชาอยู่พอตัวเลยทีเดียว เขาร่ำเรียนไสยศาสตร์ขาว เคารพพระพุทธคุณซึ่งเป็นอำนาจฝ่ายสูง จึงสามารถช่วยข้า
ให้หลุดพ้นมาจากความทุกข์ทรมานนั้นได้ พ่อเอ็งบอกข้าว่าอาการทุกข์ทรมานที่ข้าได้รับอยู่นั้น เขาเรียกว่า “ของเข้าตัว”

ป๊อดพูดทวนคำอย่างสงสัย

“ของเข้าตัว”

แล้วภูตแห่งปลัดขิกก็พูดขึ้นอีกว่า

“พ่อเอ็งบอกว่า ตอนที่ข้ายังมีร่างเป็นของตนเอง ข้าคงเป็นผู้แก่กล้าทางไสยดำในหลายแขนง ผู้ที่ร่ำเรียนไสยดำไม่ว่าจะแก่กล้า
ซักแค่ไหน ท้ายที่สุดก็จะมีจุดจบเหมือนกัน คือ จิตจะถูกครอบงำจากไสยดำที่ตนเองสั่งสมมาจนลืมเลือนความเป็นตัวตน
บางรายที่วิชาแก่กล้า ไสยดำในร่างก็จะเผาผลาญทั้งร่างทั้งดวงวิญญาณของคนผู้นั้นให้ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
และไม่รู้จักตาย กลายเป็นภูตเรร่อนไม่ไปผุดไม่ไปเกิดดังเช่นข้านี่แหละ”

“อ้าว…แล้วอย่างนั้นน้ามาอยู่ในปลัดขิกได้ยังไงล่ะ”

“ก็พ่อเอ็งนะสิ..จับข้ามาขังไว้ในปลัดขิกพญางิ้วดำเนี่ย แล้วสะกดข้าไว้ไม่ให้ออกไปไหน เขาบอกข้าว่าขืนให้ข้าเป็นอิสระ
ข้าก็จะกลับไปทุกข์ทรมานอีก เขาให้ข้าติดตามเขาไป และให้ข้าฟังเขาสวดพุทธคุณอยู่ทุกวัน ดวงจิตของข้าจะได้สุขสงบขึ้น
จนเดี๋ยวนี้ดวงวิญญาณของข้าก็ไม่เคยมีอาการทุกข์ทรมานอีกเลย ข้าน่ะเป็นหนี้บุญคุณพ่อเอ็ง เมื่อถึงคราวที่เขาขอให้ข้าช่วยเขาบ้าง
ข้าก็เต็มใจมาช่วยเอ็งซึ่งเป็นลูกของเขานี่แหละ”

พอป๊อดรับรู้เรื่องราวความเป็นมาของดวงวิญญาณในปลัดขิก เขาก็รู้สึกตื้นตันใจ ที่พ่อไม่ได้ทิ้งเขา พ่อยังคงเป็นห่วง
และคงต้องมีความจำเป็นจริงๆ จึงได้ฝากเขาไว้กับหลวงตา พร้อมกับปลัดขิกนี้

“เออ…น้าขิก…แล้วตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหน แล้วพ่อทำอะไรอยู่”

“พ่อเอ็งเขามีศัตรูที่มีอำนาจจิตที่เข้มแข็ง และมีอาคมแก่กล้าคอยรังควานชีวิตเขา เขาจึงกลัวว่าเอ็งจะเป็นอันตรายจึงได้ตัดสินใจ
ทิ้งเอ็งไว้กับพระที่วัดนั่น ส่วนตัวเขาตอนนี้อยู่ในป่าดงพญาไฟโน่น”

ป๊อดยิ้มออกมาอย่างดีใจ ที่รู้ว่าตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหน

“น้าขิก…พาผมไปหาพ่อหน่อย….นะ..นะ..น้าขิก”

“อย่าเลยไอ้หนู…เขาฝากเอ็งไว้กับพระเพราะกลัวว่าเอ็งจะเป็นอันตราย ป่าดงพญาไฟมีแต่สิ่งอาถรรพ์อยู่มากมาย
คนไม่มีวิชาติดตัวอย่างเอ็งน่ะ ถ้าเข้าไปก็เหมือนกับหาที่ตาย”

“งั้นน้าขิกก็สอนผมสิ….ผมจะได้ไปหาพ่อ เผื่อผมจะช่วยพ่อได้อีกแรง”

“ไอ้การเรียนไสยศาสตร์ อาคม มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เอ็งคิดนะเว้ย…ไอ้หนู และถึงเอ็งจะอยากเรียนจริง ก็ต้องไม่ใช่เรียนจากข้า
เอ็งควรเสาะหาอาจารย์ดี เพื่อสมาธิจิตเป็นพื้นฐานก่อน แล้วก็ควรเป็นครูบาอาจารย์สายขาวอย่างพ่อเอ็งด้วย
แต่ตอนนี้ข้าว่าเอ็งยังเด็กไป เอ็งควรร่ำเรียนทางโลกไปก่อน แล้วเมื่อถึงเวลาข้าจะบอกเอ็งเอง”

ป๊อดยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เขามีน้าขิกที่เปรียบเสมือนตัวแทนของพ่อ
คอยสั่งสอน และให้คำปรึกษาอยู่ตลอดเวลา ป๊อดรู้สึกรักพ่อมากขึ้น และลืมเลือนความโกรธ ความน้อยใจที่พ่อทิ้งเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว

“เอ้า…นั่งยิ้มอยู่ได้ นอนได้แล้วเอ็งหนะ…ไม่เหนื่อยบ้างเหรอไงวะ ล่อนังสองคนนั่่นซะเปรมเชียวนะเอ็ง”

ป๊อดสะดุ้งเฮือก แล้วหัวเราะออกมาอย่างอายๆ

“น้าขิก..ไม่ต้องมาล้อผมเลย น้านั่นแหละยุผม แล้วนี่คิดจะอยู่ในหัวผมตลอดไปเลยหรือไง ออกมาได้แล้ว”

“ก็เอ็งไม่เชิญข้าออก ข้าจะออกมาได้ยังไงล่ะวะ”

“เอ้า….แล้วทำยังไงล่ะน้า…บอกผมหน่อยสิ”

“เฮ้ออ…”

ภูตแห่งปลัดขิกถอนหายใจยาวออกมา อย่างไม่สบอารมณ์

“ถ้าไม่ใช่พ่อเอ็งขอไว้ ข้าไม่ออกจริงๆด้วย ข้าไม่อยากไปอยู่ในปลัดขิกนั่นเลย ผ่าวะ เอ้า..เอ็งฟัง
บทถอนนะ แล้วจำให้ขึ้นใจ ถ้าลืมข้าจะไม่บอกเอ็งอีกแล้ว”

“นะเคลื่อน โมถอน พุทคลอน ธาเคลื่อน ยะเลื่อน หลุดหาย”

ป๊อดทวน คาถาถอนขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วหลับตานิ่ง ยกมือพนมตั้งใจสื่อจิตของตัวเองไปที่น้าขิกของเขา
แล้วร่ายมนต์ตามคำที่น้าขิกสอนทันที

“นะเคลื่อน โมถอน พุทคลอน ธาเคลื่อน ยะเลื่อน หลุดหาย”

ร่างของป๊อดเกิดขนลุกเกลียวขึ้นทั้งร่าง แล้วรู้สึกเหมือนกับว่ามีลมพุ่งออกมาจากกระหม่อมของเขา
ทันใดนั้น ปลัดขิกสีดำสนิทเป็นมันวาว ก็ตกลงตรงหน้าเขานั่นเอง

ป๊อดหยิบปลัดขิกขึ้นมาอย่างทนุถนอม แล้ววางเอาไว้ที่หัวเตียง

“น้าขิก เรานอนกันเถอะนะ เดี๋ยวผมจะสวดมนต์ให้ฟัง”

แล้วป๊อดก็พนมมือ กล่าวคำสรรเสริญ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วจึงล้มตัวลงนอนแล้วค่อยๆหลับไปในที่สุด

———–

เที่ยงคืนของวันนั้น เถ้าแก่เจียงกลับจากงานเลี้ยงของสมาคมโรงสีมาด้วยอาการที่มึนเมา เขาเดินมาที่หน้าห้องของวิไล
ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะผ่อนคลายความต้องการจากฤทธิ์ของสุรา

“ปัง!…..ปัง!…..ปัง!…..ปัง!”

” วิไล…….วิไลจ๋า………….เปิดประตูให้เฮียหน่อยยย….ซี๊….จ๊าาาา……….”

“ปัง!…..ปัง!…..ปัง!…..ปัง!”

“แม่………วิไล…….เฮียมา…..แล้ว……เอื๊อก………..เปิดหน่อย…ซี….จ๊าาาา……”

วิไลกำลังหลับลึกอย่างมีความสุข พอได้ยินเสียงทุบประตู ถี่ๆ ก็ลุกขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจนัก

“เวลาเมาทีไร ต้องมาหาฉันทุกทีเลยนะ เฮีย….ทำไมไม่ไปนอนกับ เนี๊ยซิมลั้ง เขาล่ะ”

วิไลกระแทกเสียงอย่างแง่งอน ก่อนจะก้าวเท้าไปเปิดประตูให้เถ้าแก่เจียงเข้ามา

พอเถ้าแก่เจียงเห็นวิไล เขาก็โผเข้าไปโอบกอดร่างของวิไลไว้ พลางซุกไซ้ไปตามซอกคอของวิไลทันที

“อึ๋ยย….อะไรของเฮียเนี่ย……คึกอะไรนักหนา……อื้อหือกลิ่นเหล้าคุ้งเชียว….ไปเลยไปอาบน้ำก่อนเลย”

วิไลดึงร่างเถ้าแก่เจียงเข้ามาในห้อง พร้อมกับปิดประตู แล้วดันหลังให้เถ้าแก่เจียงไปที่ห้องน้ำ

“ฉัน…ไม่อยาก…อาบ….ฉัน….อยากจะกิน…เธอ”

“ถ้าเฮียไม่อาบน้ำ…ก็ไม่ต้องมานอนกับฉันเลย”

วิไลยื่นคำขาด จนเถ้าแก่เจียงเดินโซเซถอดเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำไป

หลังจากได้ความเย็นฉ่ำของน้ำ ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าของเถ้าแก่เจียงก็กลับคืนมา
เขาเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยร่างอันเปลือยเปล่า โซเซมาหาวิไลที่เตียงทันที

“วิไล…จ๋า…เฮียไปอาบน้ำแป๊บเดียว…หลับแล้ว….เหรอ…จ๊าาา”

ร่างของวิไลนอนตะแคงอยู่ในชุดนอนท่อนเดียว ผ้าลื่นพริ้วเบาสีขาวนวลตา ยุบตัวลงไปตามส่วนสัดต่างๆของวิไล
จนเห็นส่วนโค้ง ส่วนนูนได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าเธอจะมีอายุ 35 ปีแล้ว ก็ยังดูเต่งตึงไปทุกสัดส่วน
และหากมองจากตำแหน่งที่เถ้าแก่เจียงยืนอยู่ก็จะเห็นความกลมกลึงของสะโพกที่โด่งงอนและผึ่งผายของวิไล
ได้อย่างชัดเจน

เถ้าแก่เจียงเพ่งมองดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทรุดร่างเปลือยเปล่าของตัวเองลงนอนแนบข้างกับวิไล
มือข้างหนึ่งของเขาโอบกอดร่างของเธอไว้ แล้วกระเถิบท่อนล่างมาจนแนบชิดกับสะโพกของเธอ

วิไลยังคงนอนนิ่งครึ่งหลับครึ่งตื่น และไม่มีท่าทีตอบสนองต่อเถ้าแก่เจียงแต่อย่างใด เธอยังคงอ่อนเพลียจากบทรักของป๊อด
ที่พึ่งผ่านมาในตอนเย็น แต่เถ้าแก่เจียงก็ยังรุกต่อ เขาเลื่อนมือลงมาลูบไล้โคนขาขาวที่โผล่พ้นมาจากชุดนอนท่อนเดียว
แล้วสอดมือลึกเข้าไปลูบไล้บีบเค้นขาขาวของวิไลสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงโคนขา แล้วจึงมาหยุดอยู่ลงตรงกลางหว่างขาทั้งสอง
ที่วางทับกันอยู่อย่างแนบสนิท จนเขาไม่สามารถแทรกฝ่ามือเข้าไปล่วงล้ำเนินสวรรค์ของเธอได้

เถ้าแก่เจียงหันมาเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ เขาถกชายชุดนอนของวิไลให้สูงขึ้น จนเห็นหนั่นเนื้ออวบอิ่มของบั้นท้ายเธอได้ชัดถนัดตา
และรู้ได้ทันทีเลยว่าวันนี้วิไลไม่ได้ใส่ซับใน เขากระเถิบสะโพกของเขาลงต่ำแล้วดันท่อนเอ็นของเขาให้เสยขึ้นไปจนจ่ออยู่กับ
สองกลีบอวบอิ่มที่เบียดตัวอยู่กลางหว่างขาของเธอ ลำท่อนเอ็นของเถ้าแก่เจียงเสียดสีอยู่ไปมาบริเวณร่องหลืบของวิไล

วิไลถูกรุกเข้าเช่นนี้ ก็ตื่นขึ้นแล้วบ่นออกมาด้วยความงัวเงีย

“เฮียอ่ะ…..ฉันง่วงนอน…เอาไว้พรุ่งนี้เถอะนะ….”

เถ้าแก่เจียงซุกไซ้ริมฝีปากของเขาไปตามซอกคอของวิไล จนเธอเริ่มรู้สึกสยิว

“เฮีย…ไม่เอาน่าา…..ฉันง่วง”

พอวิไลพูดจบ เธอก็ต้องห่อปากร้องเบาๆออกมา เมื่อถูกท่อนเอ็นของเถ้าแก่เจียงแทรกตัวผ่านเข้ามาในถ้ำของเธอได้เป็นผลสำเร็จ
พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งอ้อมผ่านตัวเธอเข้ามาคลึงเค้นเนินสวาทของเธออย่างรุนแรง

“อู้ววว…วิไล……ของเธอเนี่ยมันใหญ่จริงๆเลยนะ….เฮียชอบมันเหลือเกิน…ซี๊ดดดดด……”

วิไลคลายจากอาการง่วงนอน และเริ่มมีอารมณ์ร่วม เธอลืมตาขึ้นแล้วเริ่มร่อนส่ายสะโพกสู้กับท่อนเอ็นของเถ้าแก่เจียง

เถ้าแก่เจียงมีความต้องการอย่างมากก่อนจะเข้ามาหาวิไลอยู่แล้ว พอเห็นวิไลเริ่มตอบสนองเขาก็ยิ่งรุกหนักขึ้น
สะโพกของเขาซอยเข้าออกตามที่ใจตนเองต้องการทันที

“อ้าาาาาา……วิไล….วิไล…จ๋า….ซี๊ดดดดด……เธอเนี่ยเย๊ดมันส์จริงๆ……ซี๊ดดดดด……..”

จังหวะของเถ้าแก่เจียงถูกเร่งให้เร็วขึ้น เร็วขึ้น เรื่อยๆ

“ซี๊ดดดด………อ้าาาาาา…………ซี๊ดดดด………อ้าาาา”

วิไลเองก็เคลิบเคลิ้มจนอารมณ์เตลิด เธอสูดลมเข้าปากอยู่เป็นระยะๆ เมื่อถูกเถ้าแก่เจียงรัวท่อนเอ็นเข้าออกในถ้ำของเธอ

“โอ้ววว….เฮีย…..ซี๊ดดดดด……อูววววว…….ซี๊ดดดดด…..”

แต่แล้วขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีอยู่นั้น เถ้าแก่เจียงก็ชลอจังหวะลงแล้วร้องดังออกมา

“โอ๊ะ…โอ๊ะ…เฮีย…เฮีย…..ถึงแล้ว…….อู้วววว…”

วิไลตาโต แล้วหน้านิ่วอย่างไม่พอใจ เมื่อรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆที่พุ่งเข้ามาในร่องหลืบของเธอ เธอส่งเสียงตัดพ้ออย่างไม่พอใจ
ออกมาทันทีที่ เถ้าแก่เจียงที่ส่งตัวเองไปจนถึงสวรรค์แล้วทิ้งเธอไว้กลางทางอย่างนี้

“โห…เฮีย…อะไรเนี่ย….เป็นอย่างนี้ทุกทีเลย…ไปเลย…ออกไปเลยนะ”

วิไลหันมาผลักร่างของเถ้าแก่เจียงให้ออกไปจากตัวเธอ ด้วยอารมณ์ที่คั่งค้าง แล้วลุกลงจากเตียงเข้าห้องน้ำไปอย่างหงุดหงิด
และเมื่อเธอออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นเถ้าแก่เจียงนอนหงายหลับสนิทจนมีเสียงกรนดังออกมา เธอก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น
เธอทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างแรง แล้วผลักร่างของเถ้าแก่เจียงให้พ้นไปจากที่ของเธอ ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนหันแผ่นหลัง
ทางเถ้าแก่เจียง

ด้วยอารมณ์ที่คั่งค้างที่เถ้าแก่เจียงทำไว้ คืนนั้นเมื่อวิไลหลับสนิทลง จิตใต้สำนักที่มีความประทับใจต่อบทรักที่ได้รับจากป๊อด
ก็ปรากฎเป็นภาพขึ้น ทั้งรสสัมผัสจากปลายลิ้นที่จู่โจมจนทำให้เสียวแทบจะขาดใจ ทั้งลำเอ็นที่แข็งแกร่งและใหญ่ยาว
ยามบุกทะลวงเข้ามาในคูหาของเธอ ล้วนเป็นบทรักที่เธอประทับใจและสร้างความซ่านเสียวให้เธออย่างที่สุด
จนเธอถึงกับละเมอส่งเสียงครางดังออกมา

“โอ้วววว……….ป๊อด……ฉันเสียวเหลือเกิน…..ซี๊ดดดดดดด………..ป๊อด…..เธอเก่งเหลือเกิน…..ซี๊ดดดดด
อู้ววววว…….อู้วววววว………ซี๊ดดดดดด………อูยยยยยย………อืมมมมม…….ซี๊ดดดดด….”

แล้วเธอก็สะดุ้งตื่นขึ้นด้วยอาการเหนื่อยหอบ เมื่ออารมณ์ซ่านเสียวในความฝันนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงขีดสุด
เธอรู้สึกถึงความชื้นแฉะในร่องหลืบของตัวเอง และแปลกใจว่าทำไมเธอถึงได้ฝันเช่นนี้ ทั้งๆที่เธอไม่เคยนึกพิศวาสเด็กวัดชั้นต่ำ
อย่างป๊อดมาก่อน

เมื่อหันมองไปโดยรอบก็เห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์แล้ว เธอเหลือบมองไปยังร่างเปลือยเปล่าของเถ้าแก่เจียง
ที่ยังคงหลับสนิทอยู่ แล้วนึกถึงบทรักของเขาที่ทำเธอค้างเติ่งในคืนที่ผ่านมา มันช่างเปรียบเทียบไม่ได้เลยกับบทรัก
ในความฝันที่ได้รับจากป๊อด

แล้ววิไลสลัดความคิดนั้นออกจากหัว ลุกลงจากเตียงเข้าห้องน้ำชำระล้างร่างกาย เธอพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านในความฝัน
ออกจากหัว และไม่อยากจะยอมรับความจริงว่า เธอต้องการให้เรื่องราวในความฝันนั้นเป็นความจริง

———-

ในเวลาเดียวกันของเที่ยงคืนวันนั้น ขณะที่ป๊อดกำลังหลับสนิท ภาพเลือนลางของคนๆหนึ่งก็ปรากฎขึ้นในความฝันของป๊อด
คนๆนั้นเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วหยุดยืนที่ข้างเตียงของป๊อด พอป๊อดมองเห็นใบหน้าของคนๆนั้นได้ถนัดก็ส่งเสียงร้อง
ออกมาอย่างดีใจ

“พ่อ……พ่อ….พ่อกลับมาแล้ว….พ่อมารับป๊อดใช่ไหม”

พ่อในความฝันของป๊อด ยิ้มให้เขา แล้วพูดขึ้นว่า

“ป๊อด….ตอนนี้พ่อยังมารับป๊อดไม่ได้…พ่ออยู่ไกลมากนะลูก”

“ก็พ่อยืนอยู่ตรงนี้นี่ไง…แหม..ป๊อดดีใจจังเลย”

พ่อหยุดยิ้ม แล้วพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังว่า

“ป๊อด ฟังพ่อให้ดีนะ…เวลาของพ่อมีน้อย ที่ป๊อดเห็นอยู่นี้เป็นเพียงกระแสจิตของพ่อที่พยายามสื่อถึงป๊อดเท่านั้น
พ่อมีเรื่องอยากจะเตือนเกี่ยวกับปลัดขิกที่พ่อฝากไว้ให้ป๊อด ปลัดขิกนี้มีภูตตนหนึ่งสถิตย์อยู่ เป็นภูตที่เกิดจากคน
ที่มีพลังอำนาจทางไสยศาสตร์ที่แก่กล้า แต่เกิดพลาดพลั้งจนพลังอำนาจเหล่านั้นเข้าตัวจนร่างของเขาดับสลาย
เหลือเพียงดวงวิญญาณที่ไร้ความทรงจำ แต่ก็ยังคงเป็นดวงวิญญาณที่ยังทรงพลังอำนาจอยู่”

พอป๊อดได้ยินพ่อพูดอย่างนั้น ก็ยิ้มแล้วพูดแทรกขึ้นมาทันที

“อ๋อ…น้าขิกนั่นเอง…ป๊อดรู้จักเขาแล้ว น้าขิกดีกับป๊อดมากเลย คอยช่วยเหลือ คอยให้คำปรึกษาป๊อดทุกเรื่อง”

“นั่นแหละคือสิ่งที่พ่อเป็นห่วง ภูตแห่งปลัดขิกตนนี้จะตามใจลูกทุกเรื่อง เขาจะมีพลังอำนาจ
ไปตามจิตของผู้ที่เขาสถิตย์อยู่ หากลูกมีจิตใจต่ำคิดชั่ว ภูตแห่งปลัดขิกนี้ก็จะเป็นภูตที่ชั่วร้าย
ยุยงส่งเสริมลูกให้ทำแต่สิ่งที่ชั่วมากขึ้น เพราะเขาเขาไม่มีความทรงจำและแยกแยะดีชั่วไม่ได้
แต่หากว่าลูกคิดดี มีคุณธรรมในจิตใจ ภูตตนนี้ก็จะส่งเสริมให้ลูกกระทำแต่ความดีมากขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งจะเป็นกุศลต่อตัวเขาเองให้ได้ไปผุดไปเกิดไวขึ้น และเป็นผลดีต่อตัวลูกเองที่จะไม่สร้างบาปกรรม
ในภายภาคหน้า ดังนั้น เมื่อลูกมีปลัดขิกนี้อยู่ข้างกายแล้ว ลูกต้องระมัดระวัง อย่าให้จิตตก”

“จิตตก เป็นยังไงครับพ่อ”

“จิตตก ก็คือ จิตของลูกถูกอารมณ์ฝ่ายต่ำเข้าครอบงำจิต ซึ่งก็คือ อารมณ์โกรธ โลภ และราคะ
เมื่อเขาเคยสถิตย์ในร่างของลูกมาแล้วครั้งหนึ่ง จากนี้ไปเมื่อใดก็ตามที่ลูกจิตตก เขาก็จะสามารถ
เข้าครอบงำจิตของลูกได้โดยที่ลูกไม่ได้เชิญ และเมื่อนั้นอารมณ์ของลูกก็จะถูกตอบสนองอย่างเต็ม
ความต้องการ โดยขาดการระงับยับยั้ง”

ป๊อดคิดถึงเรื่องที่เขาพึ่งกระทำกับวิไลและหนิงที่ผ่านมา และเข้าใจในทันทีว่า เป็นเพราะจิตใจของเขานี่เอง
ที่ทำให้น้าขิกยุยงเสริมเขา

“อ้อ…มีอีกเรื่องหนึ่งที่พ่ออยากจะบอก ปลัดขิกนี้ทำมาจากไม้พญางิ้วดำใหญ่ อันเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์และได้เข้าพิธี
ลงอักขระคาถา คงกระพัน บังตา เอาไว้ ขอเพียงลูกคาดมันไว้ติดตัวลูกจะไม่มีอันตรายจากอาวุธทุกชนิด
และหากว่าลูกต้องการรอดพ้นจากสายตาของคนที่ปองร้ายลูก ก็เพียงแต่ทำจิตให้สงบ แล้วว่าคาถา
“มะอะอุ ไม่เห็นตัวกู” 3 จบ ลูกก็จะรอดพ้นจากสายตาของคนที่ปองร้าย”

พ่อพูดจบก็เอามือมาสัมผัสที่หัวของป๊อดอย่างแผ่วเบา แล้วพูดขึ้นว่า

“ป๊อด จากวันนี้ไป พ่อคงจะไม่ได้มาหาลูกอีก ลูกจงเป็นคนดี และขยันเรียนให้มากๆ เมื่อเสร็จธุระแล้ว
พ่อจะรีบกลับมารับลูก”

แล้วร่างของพ่อก็ค่อยๆจางลง จางลง จนหายรับไป

“พ่อ…พ่อ………พ่อ…..อย่าพึ่งไป….”

ป๊อดสะดุ้งเฮือกลุกขึ้นนั่ง แล้วมองไปยังทิศที่พ่อยืนอยู่ ความฝันเมื่อสักครู่มันคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
เป็นอย่างมาก และเขาก็เชื่อว่า พ่อมาหาเขาจริงๆ เขาจะปฏิบัติตามคำของพ่อที่มาเตือนเขาอย่างเคร่งครัด

——-

ตั้งแต่วันนั้นมา ป๊อดก็พยายามหลบหน้า วิไล และหนิง ในวันแรกๆ เขาก็ไม่มั่นใจว่าทั้งสองแม่ลูกจะลืมเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในวันนั้นจริงหรือไม่ แต่พอผ่านไปอีกหลายวันก็เหตุการณ์ก็นิ่งสงบดี แต่เขาก็ยังคงพยายามหลบหน้า
ทั้งสองแม่ลูกนั้นอยู่ เพราะเขาไม่ต้องการที่จะโกรธแล้วเผลอไผลทำสิ่งไม่ดีขึ้นอีก

วันหนึ่งในตอนเช้าตรู่ ขณะเขากำลังนั่งถอนหญ้าอยู่ริมกำแพงรั้วด้านใน รถเก๋งสีดำคันหนึ่งซึ่งเขาไม่คุ้นเคยก็เข้ามาจอด
เทียบอยู่ริมรั้ว ชายหนุ่มในชุดนักศึกษาลงมาจากรถพร้อมกับโทรศัพท์มือถือ เดินมายืนอยู่ข้างกำแพงด้านนอก
แล้วคุยโทรศัพท์

“น้องหลิว….พี่มาถึงหน้าบ้านแล้วนะ….เป็นยังไงเซอร์ไพรส์ไหม”

“จริงซิจ๊ะ….พี่ตั้งใจตื่นแต่เช้า มารับหลิวโดยเฉพาะเลยนะ…..ไม่เป็นไร..พี่รอได้”

ป๊อดได้ยินชายหนุ่มคนนั้นพูดโทรศัพท์อย่างชัดเจน และยิ่งสนใจมากขึ้นเมื่อเขาเอ่ยชื่อหลิวออกมา

แต่แล้ว เสียงเรียกจากโทรศัพท์ของชายหนุ่มคนนั้น ก็ดังขึ้น หลังจากที่เขาวางสายของหลิวลง

“ฮัลโหล……เออ..กูเอง…..วันนี้ไม่ไปว่ะ….มารับหญิง ฮ่าๆๆๆ………”

“สวยซิวะ….เอ็กซ์ด้วย…..กูกำลังหาโอกาสฟันอยู่เนี่ย…..ช่วงนี้รอให้เหยื่อตายใจก่อน…”

“เออ…เออ…พวกมึงไปกันเถอะ….วันนี้กูไม่ว่าง…เข้าใจ๊….ฮ่าๆๆๆๆๆ”

ขณะที่เขากำลังตั้งใจฟังอยู่นั้น หลิว ก็เดินมาที่หน้าบ้าน แล้วทักป๊อดขึ้นว่า

“อ้าว…ป๊อด มาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย”

ป๊อดตกใจ หันมองไปเห็น หลิวในชุดนักศึกษารัดติ้วตามสมัยนิยม กำลังหยุดยืนมองมาที่เขาแล้วยิ้มให้

“อะ….อะ…คุณหลิว…ผมมาถอนหญ้าครับ”

“ขยันจริงๆ นะเรา”

หลิวยิ้มหวานให้ป๊อด แล้วเดินออกไปยังรถที่มาจอดรออยู่ที่หน้าบ้าน ป๊อดมองตามหลังร่างระหงของหลิว
ด้วยความกังวล เขาไม่รู้ว่าจะสื่อข้อความที่เขาได้ยินให้หลิวได้รู้อย่างไรดี

ชายหนุ่มคนนั้นพึ่งรู้ว่าป๊อดนั่งถอนหญ้าอยู่ข้างกำแพง ก็หันมามองป๊อดด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตร แล้วกุลีกุจอ
เดินไปเปิดประตูให้หลิวขึ้นไปนั่งที่ด้านซ้าย พอปิดประตูลง เขาก็เดินมาชิดขอบกำแพงแล้วพูดขึ้นว่า

“อย่าปากเสียนะมึง ไม่งั้นกูเอามึงตายแน่”

แล้วรถสีดำคันนั้นก็ขับออกไปทันที ป๊อดยืนขึ้นแล้วมองตามรถคันนั้นไปพลางนึกอยู่ในใจว่า

“กูไม่มีทางให้มึงมาทำอะไรคุณหลิวได้หรอก”

ขณะนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อของเขาดังขึ้น

“ป๊อด…….ป๊อด………….ป๊อด……….มานี่หน่อย”

ป๊อดมองตามไปยังที่มาของเสียงเรียกก็พบว่า ผู้ที่กำลังเรียกชื่อเขาอยู่ก็คือวิไลนั่นเอง เขารู้สึกตกใจ
จนทำอะไรไม่ถูก ในสมองของเขาคาดเดาไปต่างๆนานา ว่าวิไลต้องการอะไรจากเขา แต่ในที่สุด
เขาก็ต้องตัดสินใจเดินไปตามเสียงเรียก เมื่อเห็นเธอยืนนิ่งรอให้เขาเดินเข้าไปหา

“ครับ…คุณ…คุณวิไล…….มีอะไรเหรอครับ”

“แหม แกนี่ ให้ฉันตะโกนเรียกอยู่ได้ หูแตกหรือไง คืองี้ อีกสองวันหนิงเขาจะชวนเพื่อนมากินเลี้ยง
เนื่องในวันเกิดของเขา ฉันเลยอยากให้แกน่ะ มาคอยช่วยเสริฟน้ำ คอยดูแลงานอย่าให้ขาดตกบกพร่อง
แกมีเรียนไหมในคืนนั้นน่ะ”

“ไม่มีครับ…..ได้ครับ….แล้วผมจะเตรียมตัวไว้ครับ”

“แล้วเรื่องเสื้อผ้าล่ะ แกมีอะไรที่มันดีกว่าที่ใส่อยู่ไหม”

“ก็มีเท่าที่คุณวิไล เห็นอยู่นี่แหละครับ”

“งั้นเอางี้….เดี๋ยวตอนเย็นๆ แกมาหาฉัน ฉันจะให้ตาเชิดไปหาซื้อเสื้อผ้ามาให้แก ไปทีนี้แกจะไปทำอะไรก็ไป”

ป๊อดเดินกลับออกมาด้วยความรู้สึกงุนงงและสงสัยกับพฤติกรรมของวิไล ที่เปลี่ยนมาดีกับเขาอย่างไม่น่าเชื่อ
จนเขาพาลนึกสงสัยว่า น้าขิกไปทำอะไรกับวิไลหรือไม่

——–

ในตอนเย็นวันนั้น ป๊อดก็มาหาวิไลตามนัดหมายที่ชั้นล่าง ป๊อดนั่งรอได้ครู่หนึ่งก็มีเสียงดังออกมาจากชั้นบน

“ป๊อด…..แกมาหรือยัง….ถ้ามาแล้วก็ขึ้นมาที่ห้องนี่”

“ครับ”

ป๊อดเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน แล้วมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของวิไล

“เอ้า…เข้ามาสิ…แล้วปิดประตูด้วย”

ป๊อดก้าวเท้าเข้าไปในห้องที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้เหยียบย่างเข้ามา มือของวิไลมีถุงอยู่ใบหนึ่งยื่นให้เขา

“เอ้า ….ลองใส่ให้ฉันดูหน่อยซิ”

ป๊อดรับถุงผ้ามา แล้วเปิดออกดูเห็นเป็น เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวอย่างดี เขาหยิบมันออกดูอย่างคาดไม่ถึงว่า
วิไลจะดีกับเขาขนาดนี้

“เอ้า…ฉันบอกให้ลองให้ฉันดูหน่อยไง”

ป๊อดมองหน้าวิไล อย่างขัดไม่ได้ก็คลี่เสื้อออกจะสวมใส่ แต่แล้วเสียงของวิไลก็ดังขึ้นอีก

“เฮ้อ…..สวมทับอย่างนั้น แล้วมันจะรู้ได้อย่างไรว่าพอดี หรือ ไม่พอดี ถอดออกก่อนสิ กางเกงด้วย”

ป๊อดสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินว่าต้องถอดกางเกงด้วย

“เอ่อ…เอ่อ…..จะดีเหรอครับ…”

“เอ้อน่า…..ฉันบอกให้ถอดก็ถอดสิ….ไม่ต้องมาอายฉันหรอก ฉันแก่กว่าแกเป็นรอบ”

ป๊อดจำใจทำตามคำสั่งของวิไล เขาถอดเสื้อยืดของเขาออก แล้วตามด้วยกางเกง จนทั้งเนื้อทั้งตัว
ของเขาเหลือเพียงกางเกงในตัวเดียว

วิไลรู้สึกใจเต้นระรัว เมื่อแผนที่เธอวางไว้เกือบเป็นผลสำเร็จ ความต้องการภายในใจส่วนลึกของเธอ
มันร่ำร้องอยู่ทุกคืนวัน จนเธอต้องตัดสินใจหาทางใกล้ชิดกับป๊อดแต่เพียงลำพัง เธอต้องการพิสูจน์ว่า
มันจะเป็นดังเช่นที่เธอฝันหรือไม่

ทันทีที่กางเกงของป๊อดถูกถอดออก วิไลก็จ้องมองไปที่ลำเอ็นภายใต้กางเกงในของป๊อด ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่แข็งตัว
แต่ก็สามารถเห็นขนาดของมันที่ทอดเป็นลำยาวขวางอยู่ในกางเกง ยิ่งมอง เธอก็รู้สึกวาบหวิว เธอจ้องมองจนป๊อด
สวมใส่เสื้อและกางเกงจนเสร็จ เธอก็รู้สึกว่ามันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเธอ

วิไลเดินเข้าไปหาป๊อด มองดูกางเกงที่ป๊อดสวมใส่ แล้วพูดขึ้นว่า

“ฉันว่ามันฟิตไปนะ ไหนขอฉันดูหน่อยซิ”

แล้วเธอก็ทรุดตัวนั่ง ดึงขอบกางเกงของป๊อดลงมากองไว้ที่เข่า โดยจงใจใช้นิ้วเกี่ยวกางเกงในของเขาลงมาด้วย

ทันทีที่กางเกงในหลุดออก ลำเอ็นของป๊อดก็ปรากฎอย่างใกล้ชิดต่อสายตาของวิไล