เมืองลับแล 10

เมืองลับแล 10

ภายหลังจากอาลได้รับอนุญาตให้ใช้ลิ้น เขาก็ทำด้วยความเต็มใจ แม้จะไม่รู้หลักการแต่ก็ทำไปตามที่ธรรมชาติสอนมา จนที่สุดแล้วเขาและเจ้าแม่ก็ขึ้นสวรรค์อย่างพร้อมเพรียงกัน แต่แล้วเขาก็ต้องถูกอานดาควบคุมตัวไป ภายในสถานควบคุมนั้น เขาร้อนใจและคิดถึงเอวาเป็นอย่างมาก และคืนนั้นนั่นเองที่นาราได้แอบพาเอวาและเนยไปที่สถานที่นั้นเพื่อดูอาล

นาราเดินนำสองสาวไปเรื่อยๆ แสงจันทร์เต็มดวงที่สว่างกว่าในเมืองถึง 3 เท่า ทำให้มองเห็นพื้นได้ชัดเจน ท่าทางนาราจะชำราญทาง เพราะเธอเดินอย่างคล่องแคล่ว ตรงไหนมีอันตรายก็จะคอยบอกกล่าวแก่กันเสมอ ชั่วอึดใจ สามสาวก็เดินมาถึง ด้านหน้าแน่นอนว่ามียามรักษาการณ์เล็กน้อย
“เราจะอ้อมไปทางด้านหลังนะ มันจะมีช่องโหว่อยู่ที่หนึ่ง”

แล้วนาราก็เดินย่องนำทางไป เป็นจริงดั่งที่เธอว่า ช่วงกำแพงรั้วไม้ช่วงหนึ่งผุ แต่ก็ถูกพาดทับไว้ด้วยไม้แผ่นหนึ่ง
“เปิดนี่และเข้าไปนะ พี่จะระวังหลังให้ เงียบๆด้วยล่ะ”
นาราเปิดทางให้สองสาวมุดลอดเข้าไป หลังจากนั้นเธอจึงตามเข้ามา
“เอาล่ะ ทีนี้ก็ลองไปหาเด็กหนุ่มคนนั้นซิ เขาอยู่ห้องไหนหว่า..”

และนาราก็เดินหา ซึ่งมีห้องหนึ่งที่สว่าง แน่นอน อาลอยู่ในห้องนั้น เพราะไฟตะเกียงที่ถูกจุดอยู่ภายใน
สาวสาวเดินลับๆล่อๆมา
ยังหน้าต่าง เมื่อมองลอดเข้าไปก็เห็นอาลนอนอยู่
“อาล… อาล ได้ยินไหม” เอวาเรียกเขาเบาๆ พยามให้เบาที่สุด
เหมือนโชคช่วย อาลได้ยินและหันมา
“เอวา…. เนย…” อาลก็พูดออกมาเบาๆเช่นกัน แล้วเขาก็เดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาที่หน้าต่าง
“เข้ามาได้ไง จะมาช่วยเราออกไปเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก เราแค่มาเยี่ยม ยังไงเสีย พรุ่งนี้เธอก็ต้องกลับ” เอวาตอบ
“แล้วพี่สาวคนนี้….” อาลถามเมื่อเห็นนารา
“พี่ชื่อนาราจ้ะ เป็นคนพาเจ้าพวกนี้มาเอง”
อาลยิ้มๆให้กับนารา
“ออกมาได้ไหม คุยแบบนี้มันไม่สนุกน่ะ” เอวาชวน

“อืมม ก็ได้นะ แต่เดี๋ยวก่อน”

อาลพูดก่อนจะเดินไป เอาหมอนยัดเข้าไปในผ้าห่มบนเตียง ทำให้เหมือนกับมีคนนอนอยู่ และดับตะเกียง เพียงเท่านี้ เมื่อมองเข้ามาจากทางหน้าต่างด้านหน้า ก็จะไม่มีทางรู้เลยว่านี่เป็นตัวปลอม จากนั้นก็ปีนหน้าต่างออกมาทางด้านหลัง หน้าต่างไม่มีลูกกรงกั้น เพราะนี่ไม่ใช่เรือนจำ อีกทั้งทางเข้าออกมีเพียงทางเดียว
อาลปีนออกมา ทั้งหมดจึงพากันมุดรั้วออกไป ถัดไปทางทิศเหนือ จะมีพื้นที่ว่างโล่ง จึงพากันมานั่งคุยที่นี่ สี่คนนั่งล้อมวงคุยกัน แน่นอนว่าเอวาเลือกที่จะนั่งข้างๆอาล โดยการสนทนาจะเป็นการซักถามของนาราเสียส่วนใหญ่ คุยกันไปคุยกันมานาราจึงเอ่ยขึ้น

“พี่ชักง่วงแล้วล่ะ ขอตัวกลับก่อนละกันนะ”
“อ้าวพี่นารา จะกลับก็ไปด้วยกันสิ” เนยแย้งขึ้นมา
“งั้นก็ไปกันสิ จะไปยังล่ะ”
“เดี๋ยวก่อนสิพี่ เอวายังคุยไม่จบเลย..” มีเพียงเอวาที่ยังไม่ยอมกลับ
“งั้นจะกลับเองได้ไหมล่ะ เนยกับพี่จะกลับก่อน” นาราเสนอ เนยทำท่าจะพูดอะไรออกมาแต่นาราเอามือห้ามไว้เป็นนัย
“ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเอวากลับเองได้”
“งั้นก็ดี.. งั้นพี่ไปล่ะ ไปกันเถอะเนย..” แล้วนาราก็เดินลากเนยออกมา เหลือแต่อาลนั่งคุยอยู่กับเอวา

ไกลออกไปเล็กน้อย เนยถามนาราด้วยความสงสัย
“ทำไมพี่ไม่พาเอวาออกมาด้วยล่ะคะ”
“พี่รู้ไง ว่าเอวาไม่ยอมกลับตอนนี้หรอก เลยให้มันนั่งอยู่กัน 2 คน รับรองได้ดูอะไรสนุกๆ”
“หมายความว่าไงคะ” เนยสงสัย
“ก็ดูต่อไปสิ”

ที่ที่เนยและนาราอยู่ เป็นเนินหญ้าที่อยู่สูงเหนือศีรษะของคนทั้งสองด้านล่าง หากมองขึ้นมาเป็นการยากนักที่จะเห็น แต่มองลงไปจะเห็นคนด้านล่างชัดมาก และนี่เป็นที่แอบซุ่มอยู่ของนาราและเนย คืนนี้จันทร์เต็มด่วง ส่องสว่างเห็นพื้นที่ด้านล่างชัดที่สุด ด้วยความที่ตรงนี้เป็นที่โล่ง จึงไม่มีอะไรมาบดบังแม้แต่น้อย

ด้านเอวา หลังจากคิดว่านาราพาเนยกลับไปแล้ว ก็เกิดความรู้สึกเขินๆขึ้นมา ชายหนุ่มตรงหน้าของเธอก็จ้องเธอตาไม่กระพริบ ทั้งสองไม่ได้พูดอะไร ด้วยความเขินอาย ความเงียบปกคลุมไปทั่ว จนมีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“เราคิดถึงเอวานะ…”
คำหวานของอาลคำแรกก็ทำให้เอวาแทบจะละลายไปในทันใด เธอยิ่งเขินมากขึ้นไปอีก
“หากเรากลับไปแล้ว คงอีกนานกว่าจะได้เจอกัน เราคงคิดถึงเอวาทุกวันแน่ๆ” อาลยังไม่หยุดป้อนคำหวาน
“เรา…. ก็คิดถึงอาลเหมือนกันนะ…..” เอวากลั้นใจพูดตอบไปบ้าง สร้างความยินดีแก่อาลไม่น้อย
“เรา… ขอกอดได้ไหม” อาลเริ่มรุกมากขึ้นอีกขั้น
“ทำไมล่ะ” เอวาถาม
“เราอยากกอดให้หายคิดถึงน่ะ เพราะเราคิดถึงมากๆเลยไง”

เอวาไม่ตอบอะไร แต่ยิ้มแบบอายๆ นั่นเป็นสัญญาณเหมือนการอนุญาต อาลจึงขยับไปนั่งกอดเอวาจากด้านหลัง

“เห็นมั๊ย!! พี่ว่าแล้ว ดูไปนะเนย เดี๋ยวได้สนุก” นาราซึ่งนั่งดูอยู่เอ่ยออกมาด้วยความสะใจ เนื่องจากก่อนหน้านั้นเธอได้คาดเหตุการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว เธอโตกว่าเอวา ย่อมดูเด็กออก

“รู้สึกดีจังเลย… เอวาล่ะ” อาลถามเอวาขณะที่แขนทั้งสองโอบกอดอยู่
“ก็ดีจ้ะ… ดีมากๆเลย” เอวาฝืนตอบ จริงๆเธอไม่อยากพูดออกไปเลย มันน่าอายที่ผู้หญิงจะมาตอบแบบนี้ตรงๆ

เป็นธรรมดาของมนุษย์ ชายหญิงถูกเนื้อต้องตัวโอบกอดเกิดความสนิทชิดใกล้ ประกอบกับในใจไหวหวั่นเป็นทุนเดิม พร้อมกันทั้งสองบุคคลแล้ว อารมณ์เพศย่อมเกิดขึ้น เอวาเริ่มเกิดความรู้สึกแปลกๆที่จิ๋มของเธอ เป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับตอนที่เจ้าแม่ทำพิธี ฉะนั้นเธอย่อมรู้ว่าต่อไปจะรู้สึกอย่างไร ไม่ต่างกับอาลที่บัดนี้จู๋ของเขาเริ่มขยายขนาดและแข็งเด่ขึ้นจนไปทิ่มที่ก้นของเอวา

“อะไรน่ะ” เอวาตกใจถามขึ้น
อาลไม่ได้ตอบ แต่เขากลับหอมแก้มเอวาในความเร็วสายฟ้าแลบ เล่นเอาเอวาอายม้วนหลบหน้าไป เปิดช่องให้เขาโจมตีต่อ เขาได้แลบลิ้นออกไปฉกในรูหูของเธอ เอวารู้สึกเสียวจนขนลุก แต่แปลกที่เธอไม่ขัดขืนใดๆ ธรรมชาติได้สอนมนุษย์มาอย่างดีเยี่ยม เด็กหนุ่มที่ไม่รู้อะไรเลย เคยแต่ช่วยตัวเอง แต่เขากลับคลำทางได้ถูกต้อง บัดนี้อารมณ์ของเอวานั้นฟุ้งซ่านไปไกลแล้ว

“เนยๆๆๆ ดูไว้นะ” นารานั่งลุ้นอยู่ด้านบน แต่เนยกลับนั่งตัวแข็ง เธอกำลังเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

มือของอาลจากที่โอบกอดอยู่ก็เลื่อนขึ้นมาเป็นจับไปที่หน้าอกของเอวา ขนาดแม้ไม่ใหญ่นักแต่ก็ไม่ทำให้เสียอารมณ์แต่อย่างใด นิ้วชี้ของเขาทั้งสองมือขยับออกมาแตะที่หัวนมที่แข็งชูของเอวาและบี้มันไปมา สลับกับการบีบเคล้นคลึงกับเต้านมคู่นั้น
เอวาครางในลำคอเสียงสั่น การกระทำทั้งหมดนั้นถูกทำเป็นจังหวะและลงตัว การเล้าโลมของอาลนั้นประสบผลสำเร็จ ผ้าพันคอของเอวาถูกถอดออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เธอกำลังเคล้มอย่างที่สุด จู๋ของอาลแข็งเป็นหินอีกครั้ง เมื่อเขาจับเอวาหันหน้ามา เต้านมขนาดสมอายุของเอวาถูกแสดงต่อหน้าอาล เอวาหน้าแดงชา ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตา

“นมเอวาสวยจังเลย.. เราขอดูใกล้ๆได้ไหม” อาลถามขึ้นแต่เหมือนเขาไม่ต้องการคำตอบเลย
เพราะเขาซุกหน้าเข้าไปใกล้ๆทันที เหมือนแรงดึงดูดระหว่างหัวนมกับปาก เขางับปากลงดูดหัวนมเอวาอย่างอัตโนมัติ ทำให้เอวาเสียวจนสะดุ้ง อาลดูดนมของเอวาอย่างต่อเนื่อง มือที่ว่างอยู่ก็จับเคล้นเต้านมอีกข้างที่เหลือ จนเอวาไม่อาจปฏิเสธได้
เธอกอดศีระอาลไว้แน่นเหมือนไม่อยากให้ปากของเขาหลุดจากหัวนมของเธอ แต่แล้วอาลก็ผละออกมา เขาคิดว่า เจ้าแม่ให้เขาเลียหอยให้ ถ้าในทางกลับกัน เอวาก็น่าจะเลียจู๋ให้เขาได้

“เอวาที่รัก ทำอะไรให้เราหน่อยได้ไหม”
เอวานั้นไม่อยู่ในสภาพที่จะพูดได้ในตอนนี้ เธอได้แต่พยักหน้ารับคำไป

“เลียจู๋ให้เราหน่อยนะ” อาลบอกตรงๆ น่าแปลกที่เอวายอมทำตามอย่างว่าง่าย
มนุษย์ก็แบบนี้แหล่ะ เมื่อเกิดความรู้สึกอารมณ์เหนือควบคุม ก็สามารถทำอะไรที่ยามปรกติไม่อาจทำ เอวาก้มตัวลงไปเลียเจ้าโลกของอาล จากหัวจรดโคน สร้างความเสียวที่สุดให้อาลอย่างมาก จากนั้นก็ลงมาเลียไปที่ไข่น้อยๆทั้งสอง วนไปวนมา
และธรรมชาติมิได้สอนแต่ชายอย่างเดียว แต่สำหรับหญิงนั้นก็ถูกสอนมาได้ไม่แพ้กัน เอวาเลียจากไข่น้อยนั้นขึ้นไปที่โคนท่อนเนื้อ ลากยาวไปจนถึงปลาย ซึ่งหัวยังไม่โผล่พ้นหนังหุ้ม และอมท่อนเนื้อนั้นเข้าไปในปากได้เกือบเต็มลำ
อาลตกใจปะปนความเสียวกระสันต์อย่างที่สุด เอวาอมเจ้าโลกของอาลและดูดพร้อมรูดปากขึ้นลงอย่างอัตโนมัติ จนอาลแทบทนไม่ไหวเหมือนจะขาดใจเสียตรงนั้น ความรู้สึกนี้มันยิ่งไปกว่าช่วยตัวเองเสียอีก

ไม่เสียชาติเกิดที่หลงทางมาหมู่บ้านนี้เลย เขานั่งอ้าขาปล่อยให้เอวาทำได้เต็มที่ และก่อนที่เขาจะเสร็จกิจนี้ เขาคิดขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้เห็นของลับของเอวาเลย จึงบอกกับเอวาว่า
“เดี๋ยว… เอวา …. พอก่อน”

เอวาจึงหยุดและเงยหน้าขึ้นมาด้วยความสงสัย แต่อาลก็ไม่ปล่อยให้ขาดช่วงไปแม้แต่วินาที เขาเข้าไปกอดเอวาและจับเธอนอนหงายลง ซุกหน้าลงที่หน้าอก และลงต่ำมาจนถึงใต้สะดือ ผ้าส่วนล่างของเอวาถูกถอดออกไป และเบื้องหน้าเขาคือสิ่งที่เขาอยากจะเห็นมันมาตั้งแต่แรกพบ…