กุนซือเจ้าสำราญ ตะลุยสามก๊ก ตอนที่ 8

กุนซือเจ้าสำราญ ตะลุยสามก๊ก ตอนที่ 8
โดย saradio

หลังจากที่ตูตู้หลุนได้รับคำมั่นสัญญาจากผมไปแล้วว่า หากทำตามระเบียบวินัย ไม่ดื้อกับผม ผมจะส่งเสริมให้ไปเป็นทหารกองหน้า นางมีความมุ่งมั่นอยากจะแก้แค้น ก็ไม่กล้าพยศกับผมอีก สั่งซ้ายหันก็หัน สั่งขวาหันก็หัน ไม่มีอิดออด ความจริงผมกะรวบหัวรอบหางไปเลย เพียงแต่ว่าที่นี่เป็นค่ายทหาร จะทำอะไรก็ต้องเกรงใจสายตาคนอื่นบ้าง ขนาดแม่ทัพอย่างเตียวสิ้ว ยังไม่เอาเมียมารบ แล้วลูกน้องอย่างผม จะควบเมียสองคนมีความสุขสมคนเดียวอยู่ในค่ายได้อย่างไร
อย่าว่าแต่ตูตู้หลุน แม้แต่อาเจินที่ทหารทุกคนรู้ว่าเป็นภรรยาผม ผมเองก็ยังไม่อยากทำอะไรให้ประเจิดประเจ่อให้เห็น เพราะดูแล้วมันเป็นเรื่องไม่สมควรทำ และจะทำให้ลูกน้องเอาไปติฉินนินทา ขาดการเคารพนับถือ ผมเลยต้องอดใจเอาไว้
เวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ งานพลาธิการของผมเป็นไปได้ด้วยดี จนเตียวสิ้วเอ่ยปากชม และผมก็ยังไปชักชวนชาวบ้านที่อพยพผ่านมาให้มาเป็นทหารในกองทัพ คนพวกนั้นบางคนที่เหลือดรอดมาตัวคนเดียว ลี้ภัยเข้าเมืองไปก็ไม่รู้จะทำอะไรกิน ก็ตัดสินใจเป็นทหารอยู่เสียที่นี้ เพราะอย่างน้อยก็มีข้าวกินไม่อดตาย ผมจึงได้ชายฉกรรจ์มาเป็นทหารอีกนับร้อยคน หนึ่งในนั้นมีบัณฑิตบ้านนอกคนหนึ่ง ชื่อเลียวตู้ ผมเห็นมันรู้หนังสือมีความรู้ดีจึงให้มาช่วยงานบัญชีคลัง มันทำได้อย่างดีและมีความฉลาดรอบครอบ ผมจึงไว้วางใจมันได้
ไม่นานเตียวสิ้วได้รับสารจากเตียวเจ เรียกรวมกำลังพลเข้าโจมตีค่ายใหญ่ของโจรกบฎ ตอนนี้กองกำลังของเตียวสิ้วมีความพร้อมอยู่แล้ว จึงเดินทัพไปสมทบได้ทันที
เมื่อไปถึงทัพของเตียวเจ ตอนนั้นมีกำลังพลสามพันคน กำลังล้อมค่ายโจรกบฏอยู่ แต่ยังตีไม่แตก โจรกบฏนั้นมีกำลังสองพันกว่าและกำแพงค่ายมีการสร้างปราการกำแพงไว้อย่างแข็งแรง กำแพงทำจากไม้ซุงขนาดใหญ่ มั่นคงแข็งแรงอย่างกับกำแพงเมือง เตียวเจนั้นนำกำลังเข้าตีสองครั้งยังไม่สำเร็จ จึงเรียกเตียวสิ้วมาสมทบ
เตียวสิ้วเมื่อมาถึงก็พาผม ไปเข้าพบเตียวเจ แนะนำว่า
“ท่านอา คนผู้นี้คือคนที่ช่วยชีวิตข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าเล่าให้ฟัง เขาแซ่กา นามว่าเหวินเหอ ตอนนี้ทำงานให้กับกองทัพข้าพเจ้าในตำแหน่ง หัวหน้ากองพลาธิการ”
ผมประสานมือคาราวะโน้มตัวคำนับต่อเตียวเจ ตามแบบอย่างนายทหารผู้น้อยคาราวะต่อนายทหารผู้ใหญ่ พูดว่า
“ข้าพเจ้า กาเหวินเหอ ขอน้อมคำนับท่านแม่ทัพเตียวเจ”
เตียวเจผงกศีรษะคราหนึ่ง ก็ไม่ได้กล่าวว่าอะไร แต่หันไปพูดกับเตียวสิ้วว่า
“เตียวสิ้ว ค่ายโจรนี่แข็งแกร่งนัก เจ้าลองไปดูสิว่า จะหาทางตีมันให้แตกได้อย่างไร”
เตียวสิ้ว น้อมรับคำ แล้วพาผมออกจากกระโจม ไปสำรวจพื้นที่สู้รบ โดยเรียก เตียนเข๋ง อุ้นกัง อุ้ยกี สามคนนี้ไปเป็นทหารคุมกัน และอีกอย่าง สามคนนี้เคยเป็นโจรกบฏ อาจจะรู้ลึกตื้นหนาบางให้คำแนะนำได้ ผมจึงขอเพิ่มตูตู้หลุนเข้าไปอีกคน เตียวสิ้วย่อมไม่มีปัญหา
ตูตู้หลุนนั้นพอรู้ว่าจะได้ออกไปสนามรบ ก็ดีใจอย่างยิ่ง รีบกระโดดขึ้นม้าก่อนใคร พวกเราหกคน ไปยังบริเวณสู้รบหน้าค่ายโจร ที่ตอนนี้เหลือแต่เศษซากศพและร่องรอยของการบุกโจมตี เราไม่สามารถเข้าใกล้ไปได้มาก เพราะพวกโจรยังยืนคอยระวังอยู่บนเชิงเทิน
เตียวสิ้ว พิจารณาดูแล้ว ป้อมปราการพวกมันแข็งแกร่งจริงๆ แถมยังอยู่ในชัยภูมิที่ดี เข้าตีได้ยาก หากจะหักตีให้แตกจริงๆ อาจต้องสูญเสียทหารจำนวนมาก ถึงตอนนั้นพวกโจรก็จะได้เปรียบด้านกำลัง ตีทัพเราจนย่อยยับ ดังนั้นคิดจะใช้วิธีล้อมให้มันอดตาย แต่เตียนเข๋งกลับบอกว่า
“วิธีล้อมก็ไม่สำเร็จ เพราะพวกโจรอย่างเรา เวลาสร้างค่ายมักสร้างครอบทับแหล่งน้ำ และมีการกักตุนเสบียงไว้มาก เกรงว่าเสบียงมันจะมีมากกว่าเรา”
เตียวสิ้ว ฟังแล้วถึงกับถอนหายใจ คิดหาวิธีต่อไปไม่ออก ต้องเปรยว่า
“นี่ถ้ามีเครื่องยิงหิน ก็คงจะดี คงจะตีกำแพงนั้นแตกได้”
ผมฟังแล้ว ก็นึกได้ พูดว่า
“ก็ไม่เห็นจะยาก ก็ไอ้แค่เครื่องยิงหิน”
ทุกคนหันมามองผมอย่างฉงนสงสัย เตียวสิ้วรีบถามว่า
“ท่านหาได้รึ”
ผมยิ้มแล้วพูดว่า
“หาไม่ได้ แต่สร้างขึ้นมาได้ เรื่องนี้ท่านวางใจได้”
เตียวสิ้วยินดียิ่ง รีบมอบหมายให้ผมสร้างเครื่องยิงหิน ความจริงพวกเครื่องยิงหิน หรือหอรบ มีการใช้มานานแล้วในการศึกสงครามแล้ว แต่ส่วนใหญ่ในกองทัพใหญ่ๆ นั้นถึงจะมี เพราะมีบุคลากรที่มีความรู้ด้านวิศวกรอยู่
แต่กองทัพบ้านนอก กองทัพเล็กๆ อย่างเตียวเจ และเตียวสิ้นนั้นบุคลากรขาดแคลน เอาแค่ว่าทัพเตียวสิ้ว ก่อนที่ผมจะมาอยู่ ยังไม่มีหัวหน้ากองพลาธิการเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ต้องถามหาช่างวิศวกรสร้างอาวุธสงคราม มันไม่มีแน่ๆ จะมีก็แค่คนตีเหล็กทำดาบทำอาวุธ หรือไม่ก็ช่างไม้ทำงานไม้ต่างๆเท่านั้น
เมื่อผมรับปากแล้ว ก็จัดการสร้างเครื่องยิงหิน โดยการทำแบบจำลองขนาดเล็กก่อน ผมเรียนวิศวกรรม เรื่องนี่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม เมื่อผมได้แบบมาแล้ว ก็เอาไปอธิบายให้ ช่างไม้ ช่างเหล็ก ที่อยู่ในกองพลาธิการของผมจัดสร้าง และยังยืมทหารช่างของเตียวเจมาช่วยอีกแรงหนึ่งจะได้เร็วขึ้น
ไม่ถึงสามวัน รถเครื่องยิงหิน 10 คันก็เสร็จพร้อมใช้การได้ เตียวเจกับเตียวสิ้วเห็นดังนั้นต่างพากันดีใจ สั่งให้จัดทัพเตรียมโจมตีค่ายโดยทันที และให้ผมเป็นคนคุมกองทหารรถเครื่องยิงหิน เมื่อเคลื่อนทัพไปประจันหน้าหน้าค่ายโจร กองทหารของผมเคลื่อนย้ายเครื่องยิงหินไปจนได้ระยะ จากนั้นก็ง้างคันดีดบรรจุหินเตรียมยิง
“ยิงด้ายยยยยยย”
ผมตะโกนสั่ง ทหารจะประจำรถเครื่องยิงหินก็ตัดเชือกรั้งคันดีด ปล่อยลูกหินพุ่งแหวกอากาศเข้าหาค่ายโจรกบฏ
เปรียง เปรียง เปรียง
เสียงหินปะทะไม้ดังสนั่นลั่นกัมปนาท เมื่อยิงชุดแรกเสร็จก็เตรียมง้างคันดีด เตีรยมยิงรอบต่อไป
“ยิงเข้าไป ยิงมันให้ยับ”
ผมตะโกนสั่ง พวกทหารก็เอาลูกหินใส่เครื่องดีด ปล่อยลูกหินพุ่งไปอีกระลอก ผ่านไปสามสี่ครั้ง กำแพงค่ายเริ่มมีความเสียหายเกิดขึ้นให้เห็น เหล่าทหารยิ่งคึกคักโห่ร้องเสียงก้องอึงอน
เหล่าโจรกบฏตอนนั้นไม่รู้จะตอบโต้ยังไง ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ก็มีแต่รอให้กำแพงพัง ประตูค่ายแตกสถานเดียว พลันตัดสินใจ ออกจากค่ายเข้ารบกับทหาร ดีกว่าให้ถูกเครื่องยิงหินถล่มอยู่ฝ่ายเดียว
เตียวเจพอเห็นพวกมันออกจากค่าย ก็ให้สัญญาณผมให้หยุดยิง แล้วก็ชวนเตียวสิ้วพาทหารเข้ารบแบบประจันบาล เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสงครามการรบแบบโบราญจริงๆ ที่ไม่ใช่ในหนัง คนหลายพันคนเข้าห้ำหั่นกันกลางสมรภูมิ ด้วยอาวุธของมีคม ภาพที่เห็นมันตื่นตาตื่นใจทำเอาผมขนลุกเกลียว
ตอนนั้นทหารของเตียวเจกับเตียวสิ้วได้เปรียบกว่าโจรกบฏมาก เพราะจากอาวุธยุทโธปกรณ์ที่พร้อมสรรพ ทั้งเสื้อเกราะ ทั้งดาบทั้ง หอก เหล่าโจรกบฏนั้นบางคนยังขาดแคลนอาวุธ ต้องใช้จอบ ใช้ง่ามมาแทน และที่สำคัญกว่านั้นทหารรบได้เป็นรูปแบบกว่าทำให้มีประสิทธิภาพในการรบที่เหนือกว่าเห็นได้ชัด
ไม่นานเหล่าโจรกบฏก็ถูกกดดันจนรบไม่เป็นรูปขบวนและถูกฆ่าตายจำนวนมาก โจรกบฏยิ่งรบยิ่งเห็นแววแพ้ ผิดกับทหารของเตียวเจกับเตียวสิ้วยิ่งรบยิ่งฮึกเหิม
ผมยืนประจำการอยู่หน้าเครื่องยิงหิน เห็นสถานการณ์การรบได้อย่างชัดเจน ตอนนั้นทัพโจรกบฏเริ่มต้านไม่อยู่ ทัพกำลังจะแตก โจรกบฏหลายคนแยกกันเป็นกลุ่มตีฝ่าวงล้อมหนีตาย โจรกบฏกลุ่มหนึ่งหนีฝ่าวงล้อมทางตะวันตก ผมมองเห็นได้ชัดเพราะอยู่ใกล้ ไอ้คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนั้นมันรู้สึกคุ้นตา พอเพ่งมองก็จำได้ว่ามันคือเอียดปิด
ผมเลยตาลุกวาว คิดว่านี่แหละเป็นโอกาสทอง ที่จะได้ใจตูตู้หลุน รีบตะโกนเรียกตูตูหลุนให้มาหา ตอนนั้นนางยื่นประจำการเพื่อป้องกันเครื่องยิงหินห่างออกไป พอได้ยินเสียงผมก็รีบวิ่งมาหา ผมชี้นิ้วแล้วบอกตูตู้หลุนว่า
“ตู้หลุน ศัตรูฆ่าท่านพ่อของเราอยู่นั้น พวกเราไปฆ่ามันล้างแค้นกัน”
ตูตู้หลุนพอเห็นไม่พูดพล่ามทำเพลง รีบกระโจนขึ้นขี่ม้า คว้าทวนที่เหน็บข้างตัวม้า ควบทะยานวิ่งออกไปโดยไม่รอผม ผมต้องหาม้ารีบขี่ตามไป
ตูตู้หลุนควบม้าฝ่ากลางสมรภูมิ มุ่งเข้าหาเอียดปิด ในมืออกำชูทวนย่างหาวหาญ ร้องตะโกนว่า
“เจ้าเอียดปิด วันนี้ข้า ตูตู้หลุน จะฆ่าเจ้าล้างแค้นแทนบิดา”
เอียดปิดได้ยินเสียงสตรีร้องกังวาน ว่าจะฆ่ามันล้างแค้น พลันหันไปตามเสียง เห็นทหารคนหนึ่งควบม้าดังพายุพุ่งโจนทะยานเข้ามา ยามกะทันหันยังไม่รู้ว่าใคร รีบชักม้าพุ่งเข้าต้านปะทะ ม้าทั้งสองตัววิ่งสวนกัน ปะทะทวนกับง้าวเสียงดังกังวาน พริบตานั้นเอียดปิดถึงรู้ว่าใคร หัวเราะ ฮ่าฮ่า เย้ยหยันว่า
“นึกว่าเป็นผู้ใด ที่แท้ก็เอี้ยเท้า(คำด่าเด็กสาวสตรี)แซ่ตู เหอ เหอ ตูตันเหล่ยมันตายแล้วรึ”
ตูตู้หลุน เค้นเสียงดัง หึ ไม่ตอบคำ ชักม้าเข้าหาอีกรอบ ครั้งนี้ทั้งสองคนเบียดม้าตีวงรำเพลงทวนเพลงง้าวฟาดฟันกันอย่างดุเดือด
ตอนนั้นเอียดปิดถูกตูตู้หลุนชักนำออกไปสู้ตัวต่อตัว กลุ่มโจรที่อยู่ภายใต้การนำของเอียดปิดประมาณร้อยกว่าคนไม่มีคนนำตีฝ่าวงล้อม พลันไม่กล้าตีฝ่าออกไปโดยลำพัง ต้องถอยมารวมตัวเป็นกลุ่มวงกลมป้องกันตัวเอง
นายกองทหารที่เป็นผู้นำทหารอยู่ตรงนั้น เป็นคนของทัพเตียวเจ ไม่เคยเห็นตูตู้หลุนมาก่อน เห็นนางองอาจอาจหาญ เข้มแข็งปราดเปรียว กลับคิดว่านางเป็นผู้ชาย และแปลกใจว่า ทหารกองพลาธิการมีคนฝีมือดีเช่นนี้ด้วยหรือ พลันตอนนั้นเห็นกลุ่มโจรถอยไปรวมตัวกัน ก็นำทหารล้อมกรอบไว้ แต่ไม่เข้าปะทะ เหมือนจะรอดูผลการต่อสู้ เพราะถ้าหากทหารกองพลาธิการคนนั้นเอาชนะได้หัวหน้าโจรกลุ่มนี้ได้ ก็จะทำให้กลุ่มโจรนี้เสียขวัญไม่คิดสู้ สามารถปราบได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ
พอผมเร่งขี่ม้าตามมาถึง ก็เห็นการต่อสู้ของตูตู้หลุนกับเอียดปิดเป็นไปอย่างดุเดือด ทำเอาใจหายใจคว่ำ ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกคิดผิดที่ให้นางมาฆ่าเอียดปิด เพราะดูจากตอนนี้แล้วเอียดปิดไม่ใช่คนที่จะฆ่าได้ง่ายๆ ฝีไม้รายมือมันร้ายกาจไม่เบาจริงๆ ในใจนึกเป็นห่วงขึ้นมา พอดีเห็นหัวหน้ากองอยู่ใกล้ๆ จึงบังคับม้าไปใกล้ๆกระซิบพูดว่า
“ท่านหัวหน้ากอง หากลูกน้องข้าพเจ้า ดูท่าสู้ไม่ไหว ท่านสั่งทหารบุกจู่โจมเลยได้หรือไม่”
นายกองคนนั้นมองหน้าผมอย่างเคลือบแคลงสงสัย ว่าอะไรจะห่วงลูกน้องปานนั้น แต่ก็พยักหน้ารับ
ตูตู้หลุนกับเอียดปิดห้ำหั่นกันเป็นร้อยเพลงยังไม่รู้ใครแพ้ใครชนะ เอียดปิดได้ที่พละกำลัง ส่วนตูตู้หลุนได้ที่ความว่องไว ฉับพลันเอียดปิดอาศัยความเก๋า ทำทีเหมือนหลอกว่าจะฟัน แต่ใช้ปลายด้ามง้าวกระแทกหลังตูตู้หลุนอย่างแรงจนเสียหลักจะตกหลังม้า
ผมเผลอร้อง อย่างใจหาย นายกองก็พลันจะสั่งบุก ไม่คาดว่าตูตู้หลุนพลิกผันแก้ไขสถานการณ์ ขณะจะตกใช้มือเกาะเกี่ยวอานม้า ทิ้งตัวไปตามสภาพมุดเข้าใต้ท้องม้า แทงทวนเสยขึ้นด้วยมือเดียวเจาะเข้าช่องท้องเอียดปิด
เอียดปิดเสียทีอย่างคาดคิดไม่ถึง ถูกทวนแทงท้องจนตกหลังม้า ลงไปนอนสิ้นสภาพ พวกทหารพากกันโห่ร้องกึกก้องที่ตูตู้หลุนได้รับชัยชนะ
ตูตู้หลุนพลันพลิกตัวกลับขึ้นหลังม้า และขยับม้าเข้าไปหาเอียดปิดที่นอนรอความตายอยู่ นางหลั่งน้ำตาพร้อมกล่าวว่า
“ท่านพ่อ ข้าได้ล้างแค้นให้ท่านแล้ว”
แล้วนางก็แทงทวนซ้ำลงมากลางอกของเอียดปิดจนมันจบชีวิตลง นายกองทหารของเตียวเจเห็นเช่นนั้น ก็ตวาดใส่กลุ่มโจรว่า
“หัวหน้าเจ้าตายแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะสู้รบ ใครยอมจำนนจะได้รับการไว้ชีวิต”
กลุ่มโจรพวกนั้นไม่มีกระจิตกระใจจะสู้แล้วจริงๆ เพราะไม่มีผู้นำ ไม่รู้จะฝ่าวงล้อมไปยังไง พอเห็นทางรอดก็รีบวางอาวุธยอมจำนนทันที ทหารตรงส่วนนี้จึงไม่ต้องสู้รบอีก ส่วนเตียวเจกับเตียวสิ้วนั้นไล่ตามไปสังหารหัวหน้าค่ายโจรกบฏ จนจัดการมันได้ในที่สุด จึงได้รับชัยชนะอย่างงดงาม การรบครั้งนี้ เตียวเจกับเตียวสิ้ว เสียทหารรวมกันแล้ว ไม่ถึง 500 คน แต่กลับจัดการตีค่ายโจรกบฏใหญ่ค่ายนี้จนแตกยับ นำพาให้พวกโจรกบฏผ้าเหลืองในเสเหลียงอ่อนกำลังลงไป