อาถรรพ์ปลัดขิก ตอนที่ 6 เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร

อาถรรพ์ปลัดขิก ตอนที่ 6 เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร
โดย Kamen Rider V-3

ป๊อดนอนกอดก่ายร่างของหนิงภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันท่ามกลางความเย็นฉ่ำของแอร์ หลังจากทั้งคู่พึ่งผ่านความสุข
จากเรือนร่างของกันและกันไปไม่นาน ทั้งเธอและเขาต่างเคล้าเคลียและพูดคุยกันด้วยความสนิทสนมเหมือนกับว่า
ได้รู้จักกันมาเป็นเวลานาน ตลอดการพูดคุยนั้น เรือนร่างเปลือยเปล่าของหนิงถูกมือของป๊อดลูบคลำไปทั่วอย่างไม่หยุดมือ
ทั้งๆที่เขาเองก็พึ่งจะเชยชมเรือนร่างนี้จนสุขสมไปแล้วไม่นาน

“ป๊อด…อะไรเนี่ยยย…….ลูบอยู่ได้….มันเสียวนะ”

“แหม….ก็หนิงสวยอ่ะ….อื้อหือ…ใหญ่ด้วย……..ป๊อดชอบจังเลย”

“พอแล้ว……ไม่เอา….ฮิๆๆๆ…….ตาบ้านี่…..”

“น่า….ขอป๊อดจับหน่อยนะ…….”

แล้วป๊อดก็มุดเข้าไปในผืนผ้าห่ม ใช้ปากโลมไล้หน้าอกของหนิง ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆของเธอ
ในตอนนี้เธอยอมรับอย่างเต็มใจแล้วว่า ป๊อดคือผู้ชายที่เธอรัก และแม้ว่าเขาจะอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าเธอ
เธอก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นอุปสรรคใดๆสำหรับเธอเลย

“ฮิๆๆๆ…….ออกมาได้แล้ว….เธอนี่หื่นจริงๆ…….ฮิๆๆๆๆ……..บอกว่าพอแล้ว……ซี๊ดดดด……….”

หนิงร้องห้ามด้วยเสียงที่เบา และสั่นพร่า เธอกำลังถูกป๊อดกระตุ้นให้เกิดความต้องการขึ้นอีกครั้ง

ลิ้นของป๊อดไล้วนแล้วดูดกินที่ปลายยอดสีชมพูของหนิง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็วางลงบนหลังเต่า
อันโคกนูนของเธอเหมือนกับจะวัดขนาดของมันด้วยมือของเขา ในขณะที่นิ้วกลางของป๊อดก็คลึง
วนที่ติ่งเสียวของเธออยู่ไปมา

“ป๊อด…….ไม่เอา…..พอได้แล้ว….จะแกล้งหนิงไปถึงไหน”

“ก็คุณหนิงอยากสวยทำไมล่ะครับ…..มา…มาให้ป๊อดหอมหน่อยมา”

ทั้งสองหยอกล้อกัน จนเกิดเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นช่วงๆ มิได้ขาด หนิงเบี่ยงหลบการลูบไล้ของป๊อด
ด้วยการหันหลังให้ แต่ป๊อดก็ตามติดด้วยการเขยิบร่างเปลือยเปล่าของเขาเข้าไปประชิดติดร่างของเธอ
ลำเอ็นของป๊อดถูกสอดเข้าไปที่ช่องว่างระหว่างเรียวขาของเธออย่างจงใจ ส่วนมือนั้นก็โอบรัดร่างของเธอ
แล้วลูบไล้ไปตามส่วนสัดต่างๆก่อนที่จะสอดมือล้วงลึกลงไปใช้สองนิ้วแยกกลีบเนื้อทั้งสองของหนิง
เปิดทางให้ท่อนเอ็นของเขาที่จ่ออยู่ปากทางเข้ามุดจมหายเข้าไปในถ้ำของเธออีกครั้ง

“อุ๊ยยย………..ซี๊ดดดดดด………….อืมมม…..ป๊อด……รังแกหนิงอีกแล้วนะ”

ป๊อดซุกไซ้ปากของเขาไปที่ลำคอและใบหูของเธอ พร้อมกับยักย้ายท่อนเอ็นของเขาเข้าและออกอย่างเนิบนาบ
ส่วนมือนั้นก็ช่วยคลึงวนที่ติ่งเสียวของเธออยู่มิได้ขาด จนหนิงเริ่มส่ายสะโพกไปตามจังหวะของเขาด้วยความ
เคลิบเคลิ้ม

“อืมมมมม…………ซี๊ดดดดดดดดด……………………..”

แล้วป๊อดก็เร่งความเร็วเพิ่มขึ้นตามความรู้สึกเสียวซ่านที่กำลังได้รับ เขาคล้องขาข้างหนึ่งของหนิงไว้กับแขน
เพื่อเปิดทางให้ลำเอ็นของเขาล่วงล้ำเข้าไปในถ้ำของเธอได้อย่างสะดวก แล้วเพิ่มความรุนแรงในการกระแทกกระทั้น
มากยิ่งขึ้น

หนิงถูกร่างของป๊อดกระหน่ำท่อนเอ็นใส่จนร่างของเธอสั่นสะท้าน เธอได้แต่หยีตาเผยอปากส่งเสียงครางออกมา
อย่างซ่านเสียว

“ป๊อด……หนิงเสียว……..ซี๊ดดดดดดด……………อาาาาา……….ซี๊ดดดดด……..”

แต่แล้วในขณะที่หนิงกำลังส่งเสียงครางออกมาอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น ป๊อดก็กดท่อนเอ็นของเขาแช่ค้างเอาไว้
แล้วพลิกร่างของตัวเองทาบทับร่างของหนิงจากทางด้านหลัง แล้วจึงดันตัวเองลุกขึ้นพร้อมกับดึงสะโพกของหนิงให้โด่งขึ้นมา

ด้วยท่านี้กลีบอันอวบอิ่มทั้งสองของหนิงก็เปิดอ้าย้อยออกมาจากด้านหลังอย่างเห็นได้ชัด ป๊อดเองก็ไม่รอช้าพอจัดท่าทางของหนิง
ได้ตามต้องการแล้ว เขาก็จับท่อนอันเบ่งบานของเขาสอดใส่เข้าไปแล้วกระหน่ำแทงอย่างเมามันทันที

“ตั้บ…..ตั้บ….ตั้บ……ตั้บ…..ตั้บ……ตั้บ…..”

หนิงถูกจู่โจมด้วยท่านี้ก็ถึงกับสูดลมเข้าปากอยู่เป็นระยะๆ เธอรู้สึกได้ว่าลำเอ็นของป๊อดได้ลุกล้ำถ้ำของเธอลึกมากกว่าก่อนหน้านี้
ทั้งยังสร้างความซ่านเสียวให้กับเธอมากขึ้นด้วย

“ซี๊ดดดดดด……………ซี๊ดดดดดดดด……………….อูยยยยยยย……………ซี๊ดดดดดดดดดดดดด…………อูยยยยยยย……..”

ช่วงเอวของเธอถูกป๊อดยึดจับเอาไว้อย่างแน่นหนา พร้อมกับเร่งจังหวะถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนเธอเองก็รู้สึกว่าความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นนั้น
มันช่างมากมายจนเธอต้องส่งเสียงร้องระบายออกมาไม่ขาดปาก

“อูยยยยยย……….อูยยยยยยย…………ซี๊ดดดดดดดด……ป๊อด….ซี๊ดดดดดดด…….อูยยยยยยยยย………..ซี๊ดดดดดด……
อ๊ายยยยยยยยยย…………หนิงไม่ไหวแล้ว……….อ๊ายยยยยยยย………………”

ลำตัวของหนิงเกร็งค้างแล้วสั่นกระตุกเป็นช่วงๆ ตาของเธอล่องลอยหรี่ปรือดื่มด่ำไปกับจุดสุดยอดที่กำลังได้รับ

ป๊อดเห็นอาการของหนิงก็เร่งจังหวะให้เร็วขึ้นอีกจนระรัว เขากัดกรามจนขึ้นเป็นสันนูนโหมแรงกระแทกกระทั้นจนร่างของหนิง
ล้มราบไปกับพื้นที่นอน แต่ป๊อดก็ยังเท้าแขนไว้แล้วโยกบั้นเอวอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในตอนนี้ร่องหลืบของหนิงกำลังตอดรัด
เขาอย่างรุนแรงเป็นช่วงๆ ก็เหมือนรีดเค้นให้เขาปลดปล่อยน้ำรักที่ใกล้จะแตกระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ

“อู้ววว……..หนิง……ผมใกล้แล้ว…..อึ๊บ…อึ๊บ…อึ๊บ……..โอ๊ะ…..โอ้วววววววววววว…….อ้าาาาาาา……”

และแล้วป๊อดก็ปลดปล่อยน้ำรักพรั่งพรูออกมาจนเอ่อล้นไปทั้งถ้ำของหนิง แล้วฟุบตัวลงทาบทับร่างของหนิงพร้อมกับ
หายใจแรงๆอยู่หลายครั้ง แล้วทั้งคู่ก็หลับตานอนกอดก่ายกันหายใจอย่างเหนื่อหอบ แต่ใบหน้าของทั้งสองกลับเจือปน
ไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข จนผลอยหลับไปพร้อมกันในห้องนั้น

——–

วิไลผุดลุกผุดนั่งรอคอยเวลาให้ผ่านไปด้วยความรุ่มร้อนหัวใจ และเดินออกไปมองดูที่หน้าต่างห้องเป็นระยะๆ
เพื่อดูว่าเถ้าแก่เจียงได้ออกจากบ้านไปแล้วหรือยัง เธอได้ยินมาว่าวันนี้เถ้าแก่เจียงมีนัดไปงานฉลองวันเกิดท่านผู้ว่าฯ
ซึ่งก็ทำให้เธอคลายใจไปเรื่องหนึ่งที่เถ้าแก่เจียงจะไม่อยู่บ้านในคืนนี้ เธอหันไปมองดูนาฬิกาที่ผนังห้อง
ก็พบว่าเป็นเวลาสามทุ่มแล้ว และเมื่อเหลือบมองไปที่รถของเถ้าแก่เจียงอีกครั้ง ก็เห็นคนขับรถเดินเข้ามาที่รถ
แล้วขับออกไปเพื่อรับเถ้าแก่เจียงที่หน้าตึกใหญ่

ขณะนี้เธอคลายความกังวลเรื่องเถ้าแก่เจียงไปเรื่องหนึ่งแล้ว คงเหลือแต่เรื่องที่เชิดได้นัดหมายเธอไว้
วิไลทั้งนั่งและเดินไปมาอย่างใช้ความคิด เธอยังคงไม่สามารถหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ได้เลย ลำพังเพียงเงิน
1 แสนบาทมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอเลย แต่เธอจะเชื่อใจเชิดได้อย่างไรว่า หลักฐานเหล่านั้นจะถูกทำลายลงไปจริงๆ
และหากมันเป็นอย่างที่เธอคิด เชิดก็อาจใช้หลักฐานนั้นมาขู่เข็ญบังคับให้เธอทำตามสิ่งที่มันต้องการอยู่เรื่อยๆ
หรือแม้แต่กระทั่งในวันนี้ที่เชิดนัดเธอไปที่ห้อง เธอก็เกรงว่ามันจะมีแผนชั่วอื่นๆ ซึ่งเธอทั้งกังวลและกลุ้มใจเป็นอย่างมาก
เธอไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร หรือขอให้ใครช่วยเหลือได้เลยในเรื่องนี้

จนในที่สุดนาฬิกาที่ผนังห้องก็เดินมาถึงเวลา 4 ทุ่มซึ่งเป็นเวลาที่เชิดได้นัดหมายไว้ วิไลมองดูนาฬิกาอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วก็ถอนหายใจยาวออกมา แล้วตัดสินใจหยิบซองใส่เงินที่เตรียมไว้ก้าวเดินไปออกจากห้องอย่างตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า
จะขอแก้ปัญหานี้ให้ลุล่วงไปด้วยตัวเธอเอง

วิไลเดินฝ่าความมืดลัดเลาะไปตามด้านหลังตัวตึกแต่เพียงตัวคนเดียว จนมาถึงเรือนไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงอันเป็นที่อยู่ของเชิด
เมื่อเธอเดินมาถึงที่หน้าเรือนก็พบว่าบานประตูทั้งสองปิดสนิทอยู่ คงเห็นแต่แสงไฟที่สว่างออกมาจากบานหน้าต่างและเสียงเพลง
ที่ดังลอดออกมา ที่แสดงให้เห็นว่ามีคนอยู่ในเรือนนั้น เธอตัดสินใจเคาะไปที่บานประตูไม้ 3 ครั้ง จึงได้มีการลดระดับเสียงเพลง
ภายในห้องลง พร้อมกับมีเสียงพูดดังลอดออกมาจากในห้อง

“ใคร….ใครวะ…..”

“ฉันเอง……วิไล”
วิไลตอบกลับด้วยเสียงที่เคร่งขรึม

“อ้อ….คุณวิไลเองเหรอครับ…..ฮ่าๆๆๆๆ….มาๆๆ…ไอ้เชิดกำลังรออยู่เลยทีเดียว”

แล้วบานประตูไม้เก่าๆทั้งสองบานก็ดูกดันให้เปิดออกมาจากข้างใน จนมองเห็นร่างของเชิดยืนถือแก้วน้ำสีเหลืองอำพัน
ยืนทำตาฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์ของแอลกฮอลล์

“เชิญคุณวิไลเข้ามาในห้องก่อนซิครับ”

“ไม่อ่ะ….เอ้านี่ฉันเอาเงินมาให้แกแล้ว….แกก็เอารูปพร้อมไอ้ฟิล์มบ้าๆนั่นส่งมาให้ฉัน…มันจะได้จบๆไป”

เชิดยิ้มที่มุมปาก แล้วพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม

“ทำไมเหรอครับ….รังเกียจห้องของผมเหรอ…ผมว่าเรามีเรื่องที่จะต้องตกลงกันยาวเลยล่ะ”

“จะต้องมาตกลงอะไรกันอีก ฉันเอาเงินมาให้แกตามจำนวนที่ต้องการแล้ว ส่วนแกก็เอารูปทั้งหมดนั่น
มาให้ฉัน มันก็จบแล้ว หรือแกคิดจะตุกติกอะไรอีก”

“คุณวิไล…..ผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเมื่อคืนหลักฐานให้คุณแล้ว คุณจะไม่หันกลับมาเอาเรื่องกับผมอีก”

“ฉันก็ไม่มั่นใจแกเหมือนกันว่าแกจะไม่แอบเก็บรูปพวกนั้นมาต่อรองกับฉันอีก”

“ก็น่านนะสิคร๊าบ…..เราถึงต้องมาตกลงกัน แต่ถ้าคุณไม่อยากจะตกลงก็ตามใจคุณ”

แล้วเชิดก็ผลักบานประตูทั้งสองทำทีเหมือนกับจะปิดไว้เหมือนเดิม จนวิไลต้องใช้สองมือง้างเอาไว้

“นำไปสิ….จะตกลงบ้าบออะไรของแกก็นำไปเลย”

เชิดยิ้มออกมาอย่างพอใจ แล้วยกแก้วที่ถือมาด้วยขึ้นซดรวดเดียวหมด ก่อนที่จะถอยหลังไปข้างๆแล้วเผยบานประตู
ให้กว้างออกด้วยท่าทีเหมือนเชื้อชวนให้วิไลเดินเข้ามาในห้องของเขา

วิไลก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องของเชิด แล้วใช้สายตาสำรวจดูทุกสิ่งภายในห้องเล็กๆนั้น แต่แล้วเธอก็ต้องรีบหันกลับ
ไปเมื่อได้ยินเสียงเชิดกำลังลงกลอนประตู

“เชิด…..แกจะล้อคห้องทำไมน่ะ”

“อ้าว….แล้วจะปล่อยไว้ทำไมล่ะครับ….หรือว่าคุณวิไลชอบให้ใครมากวนเวลาที่เราจะมีอะไรกัน”

วิไลตกใจหน้าซีดเผือด เมื่อได้ยินเชิดพูดอย่างนั้น

“นี่แก….คิดจะทำอะไร”

วิไลก้าวถอยหลัง จ้องมองท่าทีของเชิดด้วยความระวังตัว

เชิดแสยะยิ้มสืบเท้าเข้าหาวิไลอย่างช้าๆ

“คุณวิไล…ยอมเชิดดีๆเถอะนะครับจะได้ไม่เจ็บตัว มีวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะตกลงกันได้โดยไม่ต้องมาระแวงกันและกัน”

“ไอ้เชิด…..ถอยออกไปนะ….ไม่อย่างนั้นฉันจะร้องให้คนมาช่วยนะ”

“ฮ่าๆๆๆๆ…..เอาเลยครับ….เอาเลย….คุณอย่าลืมสิตอนนี้คุณอยู่ในห้องของผม….หากใครเข้ามาผมก็จะบอกว่า
คุณแอบเป็นชู้กับผมมานานแล้ว…..หึ…หากผมไม่รอด คุณก็จะไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้ด้วย”

วิไลก้าวถอยหลังไปชนกับโต๊ะที่วางอยู่กลางห้อง เธอหันกลับไปหยิบสิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะปาใส่เชิดที่กำลังย่างเท้า
เข้าหาเธอ

“ออกไป….ถอยไปนะ….ออกไป……..ออกไป….”

“โอ๊ยยย……….”

เชิดยกมือขึ้นกุมที่หน้าผาก แล้วแบมือออกดูก็เห็นเลือดของเขาอยู่เต็มฝ่ามือ วิไลปาที่เขี่ยบุหรี่ไปถูกที่ผากของเขา
อย่างถนัดถนี่

เชิดทั้งเจ็บและโกรธ ดวงตาของเขาเบิกโพลงแล้วพุ่งเข้าไปยึดจับสองแขนของวิไลไว้ไม่ให้คว้าสิ่งที่อยู่ใกล้มือของเธอ
ทำร้ายเขาอีก

วิไลพยามยามดิ้นและง้างมือตนเองออกจากการยึดจับของเชิดอย่างเต็มกำลัง

“ไอ้เชิด….มึงปล่อยกูนะ…..ปล่อยกู………ช่วยด้วย……ช่วยด้วย……”

วิไลตัดสินใจส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เชิดได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจเขาไม่ต้องการใครเข้ามาขัดขวางแผนของเขา
ในตอนนี้ เขาจึงตัดสินใจใช้กำปั้นต่อยเข้าไปที่ท้องน้อยของวิไลเพื่อหยุดการส่งเสียงร้องเธอ

“นี่แหนะ…..มึง…..ฤทธิ์มากนัก”

วิไลทรุดตัวงอเป็นกุ้งด้วยความจุกจนแทบหายใจไม่ออก มือและเท้าของเธอไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อสู้แล้วค่อยๆทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น

“กูบอกให้มึงยอมดีๆก็ไม่ฟัง ชอบที่จะเจ็บตัว…แล้วเป็นไงล่ะ”

เชิดก้มลงไปช้อนร่างของวิไลไว้ในอ้อมแขนของเขา แล้วนำไปวางลงบนเตียงอย่างไร้การขัดขืน วิไลจุกจนพูดอะไรไม่ออก
ได้แต่มองหน้าเชิดด้วยความโกรธแค้น

เชิดยืนมองร่างของวิไลที่นอนอยู่บนเตียง แล้วยิ้มออกมาอย่างกระหยิ่มใจ ตาของเขามองเลื่อนลงมาถึงท่อนล่าง แล้วหยุดลงตรง
ชายกระโปรงลายดอกไม้ที่ร่นสูงขึ้นมาจนมองเห็นเรียวขาขาวนวลตา เชิดทรุดตัวลงนั่งอย่างช้าๆ แล้ววางมือของเขาไว้ที่โคนขาขาวนั้น
เขารู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มเนียนมืออย่างบอกไม่ถูก วิไลกำลังจุกอยู่จนไม่มีแรงขัดขืน ได้แต่แต่พยายามดันตัวหนีให้ห่างจากมือของเชิด

“คุณวิไล…..คุณรู้ไหม ผมน่ะแอบมองคุณมานานแล้วนะ…..คุณยังสาวแล้วก็ยังสวย…ผมเองก็เป็นพ่อหม้ายอยู่นานแล้ว
แต่คุณก็ไม่คิดที่จะให้ความสนใจผมบ้างเลย…..เวลาจะเรียกใช้ผม คุณก็เอาแต่ตวาดใส่ผม….ด่าว่าผมต่างๆนาๆ…คุณคงคิดว่า
ผมมันเป็นแค่คนขับรถขี้ข้าของคุณซินะ….ถึงได้ทำกับผมแบบนี้”

มือของเชิดลามล้วงลึกเข้าไปในกระโปรงของวิไล แล้วลูบไล้โคนขาที่นิ่มนวลมืออย่างเมามัน พร้อมกับเขยิบตัวเบียดเข้าหาวิไล

วิไลพยามยามรวบรวมกำลังอย่างเต็มที่ ที่จะยกเท้าถีบเชิดให้ห่างไปจากตัวเธอ แต่เชิดกลับคว้าขาของเธอไว้แล้วใช้มือ
เข้าไปตะบปที่บริเวณเนินเนื้อกลางหว่างขาของเธอทันที

“อื้อหือ…..คุณวิไล….ทำไมถึงใหญ่อย่างนี้ล่ะครับ……….อูยยยยยยย…ฮ่าๆๆๆๆๆ…..ใหญ่ๆอย่างนี้เชิดช๊อบชอบ…ฮ่าๆๆๆๆๆ
มามะมาเป็นเมียไอ้เชิดเถอะนะ”

เชิดตะปบมือไปที่ชายกระโปรงของวิไลแล้วกระชากโดยตั้งใจว่าจะให้มันหลุดออกมา แต่ตะขอกลับเกี่ยวรั้งกระโปรงของเธอไว้
ที่อย่างแน่นหนา เชิดกำลังหน้ามืดจึงเปลี่ยนวิธีจากดึงมาเป็นการใช้สองมือจับฉีกออก จนกระโปรงของเธอขาดแหวกออกจากกัน
มองเห็นโคนขาขาวผุดผ่องทั้งสองได้อย่างชัดเจน วิไลพยายามขยับเท้าทั้งสองถีบสกัดไม่ให้มือของเชิดล่วงล้ำเข้ามา
จนเชิดรู้สึกหงุดหงิด คว้าจับข้อเท้าทั้งสองของเธอไว้ได้ แล้วใช้พละกำลังที่เหนือกว่าจับมันแยกออกจากกัน จนมองเห็น
เนินเนื้อกลางหว่างขาภายใต้กางเกงในสีขาวของเธอได้อย่างชัดเจน

เชิดกลืนน้ำลายมองตาค้างอย่างหื่นกระหายแล้วคิดจะใช้มือข้างหนึ่งดึงกางเกงในของเธอออกมา แต่เมื่อมือนั้นคลายการยึดจับ
วิไลก็ชักขาข้างนั้นของเธอกลับแล้วยันไปที่ร่างของเชิดอย่างแรง จนเชิดหงายตกเตียงไป

“ช่วยด้วย…..ช่วยด้วย…………ใครก็ได้ช่วยฉันที…..”

วิไลคลานลงมาจากเตียงแล้วส่งเสียงร้องขอให้ช่วยเท่าที่แรงของเธอจะมี เธอมองไปที่บานประตูแล้วคืบคลาน
พยายามที่จะไปให้ถึงจุดนั้น

เชิดลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปจ้องมองดูวิไลด้วยความโกรธ เขารีบลุกขึ้นตรงไปรวบร่างของวิไลขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
แล้วโยนกลับบนเตียงอย่างรุนแรง พร้อมกับคว้าขดเชือกที่แขวนอยู่ผนังห้องมาไว้ในมือ

“ฤทธิ์มากจริงๆนะมึง”

แล้วเชิดก็พยายามใช้เชือกผูกที่ข้อมือของวิไล แต่วิไลไม่ยอมง่ายๆ เธอพยายามสะบัดมือให้เป็นอิสระพร้อมกับ
พยายามที่จะลุกออกจากเตียง จนเชิดรู้สึกหงุดหงิดและสิ้นสุดความอดทน ฟาดหลังมือไปที่ใบหน้าของเธออย่างรุนแรง
จนหน้าของวิไลสะบัดไปตามแรงแล้วแน่นิ่งไป

จากนั้นเขาก็จัดการผูกโยงมือและเท้าของวิไลไว้กับขาเตียงด้านละข้างอย่างแน่นหนา โดยไร้การขัดขืนจากเธอ

จากนั้นจึงหันมาเทเหล้าใส่แก้ว แล้วยืนจิบเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อย พร้อมกับจ้องมองดูร่างที่ถูกพันธนการไว้บนเตียง
ด้วยประกายตาที่ลุกวาว

วิไลเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเปิดเปลือกตาขึ้น เมื่อเห็นสภาพห้องก็นึกขึ้นได้ว่านี่คือห้องของเชิด จึงพยายามดิ้นรน
ที่จะลุกลงจากเตียงแต่ก็สายไปเสียแล้ว ร่างของเธอถูกเชิดใช้เชือกผูกโยงไว้กับขาเตียงอย่างแน่นหนาจนเกินกว่า
เรี่ยวแรงของเธอจะดิ้นหลุด

“ไอ้เชิด…..มึงปล่อยกูเดี๋ยวนี้นะ………กูบอกว่าให้ปล่อยกู…….ไม่อย่างนั้นกูจะให้มึงติดคุกทั้งชีวิตเลย….ไอ้ชั่ว…..”

เชิดยิ้มเผล่ถือแก้วเหล้าขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี แล้วเดินเข้าไปหาวิไลจนชิดขอบเตียง

“ด่าผมอีกแล้วนะคุณวิไล…..คุณนี่มันน่าเอาตอนที่ด่านี่แหละ….หึๆๆๆ……ด่าผมเข้าไป…เดี๋ยวผมจะทำคุณคราง
จนด่าไม่ออกเลยล่ะ”

เชิดกระดกแก้วในมือเทลงคอจนหมด แล้วตรงเข้าไปนั่งบนเตียงข้างๆวิไล

“ขอผมดูให้ชัดๆหน่อยนะว่าคุณจะสวยขนาดไหน”

แล้วเชิดก็เริ่มปลดกระดุมเสื้อของวิไลออกทีละเม็ดๆจนหมด แล้วแบะมันออกจนมองเห็นยกทรงสีขาวที่ปกปิด
ทรวงอกขนาดใหญ่ทั้งคู่ไว้แทบไม่มิด เชิดจ้องมองเนินอกขาวผ่องทั้งคู่ที่ล้นทะลักออกมาจากยกทรงแล้ว
เหลือบตาขึ้นไปยิ้มให้กับวิไล

“ช่วยด้วย……..ช่วยด้วย……..มีใครอยู่ข้างนอกบ้างช่วยฉันที”

“จุ๊…จุ๊….จุ๊….จุ๊…….ไม่เอาน่า……ผมหนวกหู เสียอารมณ์หมดเลย”

เชิดยกนิ้วชี้ขึ้นจุ๊ปากเป็นเชิงห้ามวิไล แล้วหันไปคว้าเสื้อกล้ามของเขาที่ถอดไว้มายัดใส่ปากของเธอ
จนมีแต่เสียงอู้อี้ที่เธอพยายามจะเปล่งออกมาร้องขอความช่วยเหลือ แล้วเขาก็หันไปจัดการปลดตะขอยกทรง
แล้วโยนมันทิ้งไปให้พ้นจากสายตาของเขา

ทรวงอกเปลือยเปล่าขนาด 36นิ้วของวิไล ปรากฎต่อสายตาของเชิดเต็มสองตา มันมีสภาพแทบไม่ได้ผ่านการใช้งานมาเลย
ในสายตาของเขา อีกทั้งหน้าท้องที่ขาวนวลเนียนตาก็ไม่มีร่องรอยเป็นริ้วเหมือนผู้หญิงที่ผ่านการมีลูกทั่วไป

วิไลพยามส่งเสียงออกมาอย่างเต็มที่ แต่ก็เป็นได้แค่เสียงอู้อี้อยู่แต่ในลำคอเท่านั้น ตาของเธอจ้องมองเชิด
ที่กำลังใช้มือของเขาสัมผัสคลึงเค้นหน้าอกของเธออย่างหลงใหล

“อู้หู…..เต็มไม้เต็มมือดีจริงๆ”

เชิดกัดฟันคำรามออกมาอย่างหมั่นเขี้ยวพร้อมกับใช้ทั้งสองมือบีบเค้นหน้าอกของวิไลอย่างรุนแรง
เขาเหลือบไปมองหน้าวิไลโดยใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้บี้บดหัวนมของเธอข้างหนึ่ง พร้อมกับแสยะยิ้มออกมาอย่างพอใจ

แล้วเมื่อเชิดสาสมใจกับการได้คลึงเค้นหน้าอกของวิไลแล้ว เขาก็เปลี่ยนตำแหน่งมานั่งอยู่ตรงกลางหว่างขาของวิไล
ที่ถูกเชือกผูกโยงไว้ให้อ้าออกจากกัน สองตาของเขาในตอนนี้เพ่งไปที่เนินเนื้อหลังเต่าภายใต้กางเกงในสีขาวตัวจิ๋ว
ที่แทบจะปิดมันไว้ไม่มิด กลีบเนื้ออวบอวมที่แพลมออกมาจากขอบขากางเกงในพร้อมกับเส้นขนดำสนิทบางเส้น
ทำให้เขายิ่งอยากเห็นมากยิ่งขึ้นไปอีกว่า หากไร้กางเกงในปกปิดแล้วจะเป็นอย่างไร

———

ภายในห้องห้องของหนิงในตอนนี้มีแต่ความมืดมิด เพราะเจ้าของห้องและป๊อดหลับไปตั้งแต่ในตอนที่สภาพภายนอก
ยังคงสว่างอยู่ จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 4 ทุ่มแล้ว ก็ยังไม่ได้เปิดไฟในห้อง

ป๊อดเริ่มรู้สึกตัวก่อน แล้วหันไปมองหนิงที่นอนอยู่ข้างๆพร้อมกับรอยยิ้ม เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าระหว่างเขากับหนิง
จะมีวันนี้เกิดขึ้นได้ หนิงในวันนี้ช่างน่ารักและผิดกับหนิงที่ก่อนหน้านี้มีแต่ความเย่อหยิ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เขาเพ่งมองดูใบหน้าของเธอที่กำลังหลับอยู่อย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงของน้าขิกดังขึ้น

“เป็นไง…..สุขสุดๆเลยซินะเอ็ง”

“ไม่เอาน่า น้าขิก จริงๆผมก็อายน้าเหมือนกันนะ เล่นดูผมทุกขั้นตอนอย่างนี้
……เออ…น้าขิก…น้าขิกรู้ไหม ทำไมจู่ๆหนิงเขาถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ หรือว่าน้าเป็นคนทำให้เขาเปลี่ยน”

“เฮ้ย…ข้าไม่ได้ทำ…..นังนั่นมันรู้สึกดีกับเอ็งจากจิตใต้สำนึกของมันเอง…ก็เอ็งเล่นซะมันจำฝังใจไปเลยนี่หว่า”

พอป๊อดได้ยินน้าขิกพูดอย่างนั้น ป๊อดก็เผลอคิดเข้าข้างตัวเองว่า การใช้อำนาจของน้าขิกในครั้งแรกที่ทำกับหนิง
อาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายก็ได้ เพราะหากถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้น เขาและหนิงก็คงไม่มีความรู้สึกดีๆต่อกันเหมือนในวันนี้

“ใช่แล้วไอ้หนู…..อำนาจของข้าไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ข้าเพียงทำให้เอ็งได้ตามสิ่งที่ต้องการ และนังหนูนั่นก็ดูมีความสุขดี
เห็นไหมล่ะ….ฮ่าๆๆๆๆ………จะมีก็แต่แม่ของมันที่กำลังถูกไอ้คนขับรถจับขึงพรืดอยู่นั่น ดูท่ามันคงไม่มีความสุขเท่าไหร่นัก”

ป๊อดตาโตขึ้นอย่างสนใจ เมื่อได้ยินน้าขิกพูด เขารับเอ่ยปากถามขึ้นอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“อะไรนะ…น้าขิก…น้ากำลังพูดถึงคุณวิไลใช่ไหม”

“เออ…ก็นังวิไลนั่นแหละ…มันถูกคนขับรถของมันเอารูปตอนที่ถูกเอ็งเย็ดมาขู่เอาเงิน และหลอกไปให้มันเย็ดถึงบ้าน”

“หา……น้าเชิดนั่นเหรอ…แล้ว…แล้วเขารู้ด้วยเหรอว่า….ผม…ผม….”

“เออ…มันเห็นเต็มสองตาเลยหล่ะ…แล้วก็แอบถ่ายรูปเอาไว้ด้วย”

“อ้าว….แล้วทำไมน้าถึงปล่อยให้เขาทำหล่ะ”

“ก็ข้าเห็นว่าเอ็งไม่ได้เสียหายอะไรนี่….แล้วหน้าเอ็งในรูปข้าก็บังเอาไว้จนไม่มีใครรู้ว่าเป็นเอ็ง”

ป๊อดรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันทีที่รู้ว่า วิไลกำลังจะถูกทำร้ายก็เพราะเขา

“ไม่ได้แล้วน้าขิก ผมต้องไปช่วยคุณวิไล….ตอนนี้คุณวิไลอยู่ที่ไหนน้าขิก”

“ก็บ้านไอ้เชิดไง”

ป๊อดลุกลี้ลุกรนลงมาจากเตียงแล้วใส่เสื้อผ้า แต่พอหันไปมองหนิงก็เห็นว่าเธอมีท่าทีเหมือนกำลังจะตื่น

“น้าขิก….ช่วยหน่อย อย่าพึ่งให้หนิงตื่นมาตอนนี้เลย”

ภูตแห่งปลัดขิกพอทราบความต้องการของป๊อด ก็ใช้อำนาจจิตบังคับให้หนิงหลับต่อไป

แล้วป๊อดก็รีบวิ่งออกจากห้องของหนิงตรงไปยังเรือนไม้ที่เชิดอยู่อย่างรวดเร็ว

———

เชิดใช้สองมือของเขาเกี่ยวขอบกางเกงในของวิไลลงมาทีละน้อยๆ จนเนินนูนอันกว้างขวางที่ปกคลุม
ไปด้วยเส้นขนสีดำเริ่มปรากฎต่อสายตาของเชิด เขาจ้องมองมันด้วยตาที่พองโตอย่างตื่นเต้น จนในที่สุด
กางเกงในตัวน้อยก็ถูกร่นมาอยู่ที่เหนือเข่าของวิไล

วิไลทั้งโกรธและแสนจะอับอาย ที่ในตอนนี้เธอไม่มีสิ่งใดปกปิดของสงวนของเธออยู่เลย เธอเห็นเชิด
จ้องมองที่เนินสวาทของเธออย่างไม่วางตา แล้วเอื้อมมือเข้ามาจะสัมผัส เธอจึงพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากเชือกที่
ผูกโยงเธอเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์พร้อมกับเสียงร้องอู้อี้ของเธอ

เชิดใช้ฝ่ามือลูบไล้เนินเนื้อที่ทั้งโหนกนูนและกว้างใหญ่รกครึ้ม มืออันหยาบกร้านของเขาพยายามจะห่อหุ้มเนินเนื้อ
ของวิไลไว้ในฝ่ามือ แต่ก็ไม่สามารถห่อหุ้มได้หมด เขาจึงเปลี่ยนมาคลึงเค้นมันด้วยความหมั่นเขี้ยวแล้วสบถออกมาอย่างลืมตัว

“อูยยยยย……..หีใหญ่ชิบหายเลยเว้ย…….”

มือของเชิดสำรวจเนินเนื้อกลางหว่างขาของวิไลอย่างเมามัน ยิ่งคลึงเค้นเขาก็ยิ่งหนักแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว
รีบถอดกางเกงเปลือยท่อนล่างออกจนเห็นท่อนเอ็นอันแข็งเด่ยื่นยาว ตรงเข้ากระชากกางเกงในที่คาอยู่เหนือเข่าของวิไล
จนขาดติดมือออกมา แล้วแทรกตัวเข้าไปกลางหว่างขาของวิไลทันที

“เป็นของไอ้เชิดเถอะนะคุณวิไลจ๋า……..ผมทนไม่ไหวแล้ว…..คุณน่าเย็ดเหลือเกิน”

วิไลน้ำตาไหลพราก พร้อมกับส่งเสียงอู้อี้ออกมาอย่างเต็มที่ เธอพยายามดิ้นอย่างสุดแรงจนเจ็บไปทั้งมือและเท้า

เชิดจับท่อนเอ็นที่แข็งเต็มที่เตรียมจะจ่อไปที่ร่องที่เปิดอ้าจากการถูกผูกโยงขาของวิไล แต่ทันใดนั้นก็เกิด
เสียงดังขึ้นที่บานประตูไม้ จนทั้งเขาและวิไลหันไปมองยังแหล่งกำเนิดเสียง ก็เห็นบานประตูทั้งสองถูกเปิด
ออกด้วยแรงกระแทกอย่างรุนแรง พร้อมกับการถลาเข้ามาของเด็กหนุ่มซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งสองเป็นอย่างดี

เชิดโกรธจัดที่ถูกขัดจังหวะ หันไปตะเบ็งเสียงใส่ผู้ที่บุกรุกอย่างเกรี้ยวกราด

“ไอ้เด็กเหี้ย….มึงเข้ามาทำไมวะ…..มึงอยากตายใช่ไหม”

ป๊อดเห็นร่างเปลือยเปล่าของวิไลถูกผูกโยงไว้กับเตียงอย่างน่าเวทนา ก็โกรธขึ้นมาเช่นกัน เขาจึงตะเบ็งเสียง
กลับไปอย่างไม่กลัวเกรง

“ไอ้เชิด….มึงนี่ชั่วจริงๆ……..มึงเข้ามาเลย”

เชิดอายุ 45 ปี ส่วนป๊อดพึ่งจะย่าง 16 แม้ป๊อดจะมีขนาดร่างกายเทียบเท่ากับเชิด แต่ก็อ่อนประสบการณ์
เชิดย่างสามขุมเข้ามาทำทีเหมือนว่าจะต่อย แต่เขากลับยกเท้าถีบไปที่ตัวป๊อดอย่างรุนแรง
ป๊อดไม่ทันระวังตัวก็เซถลาล้มกลิ้งไปอย่างไม่เป็นท่า เชิดไม่ปล่อยโอกาสทอง เขารีบสาวเท้าก้าวตามไป
โดยตั้งใจจะใช้เท้าเตะไปที่ปลายคางของป๊อดโดยหมายจะให้ป๊อดสลบคาตีนของเขา

ภูตแห่งปลัดขิกจึงเข้าช่วยเหลือด้วยอำนาจฤทธิ์ ร่างของเชิดถูกทำให้ให้ลอยกระเด็นไปจนกระแทกกับ
ผนังห้องดังโครมใหญ่

“ไอ้หนู….เป็นไงบ้างวะ…..เอ้ารีบหน่อย เดี๋ยวมันจะกลับมาเล่นงานเอ็งอีกแล้ว ข้าจะสอนให้เอ็งใช้หมัดธนู
หลับตาแล้วกำหมัดขึ้นมา จงใช้จิตเพ่งไปที่กำปั้นของเอ็งแล้วอธิษฐานขอให้มันเป็นเหมือนธนู
แล้วว่าคาถาตามข้า นะโมพุทธายะ นะธนู นะกาโรโหติ สัมภะโว”

ป๊อดอธิษฐานจิต แล้วว่าคาถาตามที่ภูตแห่งปลัดขิกกล่าวนำถึงสามครั้ง จนเขารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
กับมือทั้งสอง เขารู้สึกว่ามือของเขามีเรี่ยวแรงอย่างมหาศาล และพร้อมที่จะเคลื่อนไหวอย่างน่าประหลาด

เชิดนอนนิ่งด้วยความมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพยายามยันร่างลุกขึ้น จนความมึนงงของเขาหายไปก็คว้าท่อเหล็ก
ติดมือมา แล้วเดินตรงดิ่งมที่ป๊อดทันที

ป๊อดรีบลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นเชิดเดินถือแป๊บไว้ในมือแล้วตรงเข้ามาหาเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว

“เมื่อกี๊มึงทำอะไรกูวะ ไอ้สัตว์”

เชิดก้าวเข้ามาแล้วเงื้อมือที่ถือท่อเหล็กหวดเข้าไปที่ใบหน้าของป๊อดอย่างเต็มแรง แต่ภูตแห่งปลัดขิกรอท่าอยู่แล้ว
ป๊อดย่อตัวหลบด้วยการควบคุมจากพลังอำนาจของภูตแห่งปลัดขิกได้อย่างทันท่วงที พร้อมกับส่งเสียงบอกให้ป๊อด
ออกอาวุธตอบโต้ไปในทันที

“ใช้หมัดขวาต่อยไปที่ปลายคางมันเลย…ไอ้หนู”

ป๊อดเชื่อมั่นในตัวน้าขิกของเขาอย่างสุดใจ เขาพุ่งหมัดขวาตรงไปที่ปลายคางของเชิดอย่างเต็มแรงในทันที

“ตึ้บ!.

หมัดของป๊อดถูกเข้าที่กรามของเชิดอย่างจัง เสียงหมัดกระทบกับกรามดังสนั่นจนได้ยินอย่างชัดเจน เชิดรู้สึกเหมือนถูก
ของหนักๆตีเข้าที่กรามของเขาอย่างจัง แล้วสติของเขาก็ดับลงกลางอากาศ ในขณะที่ร่างลอยขึ้นจากพื้นแล้วร่วงผล็อยลงมา
นอนแน่นิ่งไป

เมื่อป๊อดเห็นว่าเชิดสิ้นสติไปแล้ว เขาก็รีบตรงหาวิไลที่ถูกมัดตรึงเอาไว้บนเตียง แต่เขาก็ต้องนิ่งตะลึงไปครู่หนึ่ง
เมื่อสายตาของเขาได้พิจารณาเรือนร่างเปลือยเปล่าของวิไลบนเตียงอย่างเต็มตา ทั้งหน้าอกขนาดใหญ่เต่งตึงน่าคลึงเค้น
และเนินสวาทกลางหว่างขาที่ทั้งใหญ่และโหนกนูนจนเขาไม่สามารถจะละสายตาไปจากมันได้

วิไลส่งเสียงอู้อี้ขึ้นเตือน จนป๊อดรู้สึกตัว จึงตรงเข้าเอาผ้าที่อุดปากของเธอออก

“ป๊อด….ช่วยแก้เชือกให้ฉันหน่อย เดี๋ยวใครมาเห็นฉันในสภาพนี้ คงได้อับอายไปทั่วแน่ๆ”

“คะ…คะ…คร๊าบ…”

ป๊อดรีบเร่งแก้เชือกให้วิไลอย่างกุลีกุจอ แต่สายตาของเขาก็แอบลอบมองเรือนร่างของวิไลอยู่เป็นระยะ จนวิไลเป็นอิสระ
แล้วสวมใส่เสื้อผ้าเสร็จ เธอก็ตรงเข้ารื้อค้นข้าวของในห้องของเชิดอย่างร้อนรน

“คุณวิไลกำลังหาอะไรอยู่หรือครับ”

“เอ่อ….อืมม…..”

วิไลอ้ำอึ้ง แล้วก็รื้อค้นของในห้องของเชิดต่อ เธออายจนเกินกว่าจะพูดออกมาว่าสิ่งที่เธอค้นหานั้นคืออะไร”

“นังนั่นมันกำลังหารูปถ่ายตัวมันตอนที่ถูกเอ็งเย็ด รูปถ่ายไอ้เชิดมันซ่่อนเอาไว้ในซองใต้ที่นอน แล้วก็มีอยู่ในโทรศัพท์ของมันด้วย”

น้าขิกพูดขึ้นมาให้ความกระจ่างจนป๊อดหายสงสัย แล้วจึงแกล้งทำเป็นรื้อค้นบ้าง ป๊อดยกที่นอนขึ้นแล้วหยิบซองสีน้ำตาล
ออกมาพร้อมกับพูดขึ้นว่า

“ใช่ของในซองนี้หรือป่าวครับคุณวิไล”

วิไลหันกลับมาตามเสียงเรียกของป๊อด พอเห็นซองในมือของป๊อด เธอก็รีบตรงเข้ามาขอรับซองไปแล้วเปิดออกดูทันที
พอเห็นว่าเป็นภาพถ่ายที่เธอตามหา วิไลก็มีอาการโล่งอกแล้วสบตากับป๊อดพร้อมกับพูดขึ้นว่า

“มันเป็นภาพถ่ายที่เป็นความลับของฉัน และฉันก็อายจนเกินกว่าจะให้ใครดูได้ ที่ฉันต้องเข้ามาหาไอ้เชิด
ถึงในห้องนี้ ก็เพราะว่ารูปถ่ายพวกนี้แหละ เธอคงเข้าใจนะป๊อด”

ป๊อดเห็นอาการของวิไลก็คิดสงสารและรู้สึกผิด ที่เธอต้องเป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าเขาเป็นสาเหตุ ป๊อดจึงยิ้มแล้วพูดว่า

“ผมเข้าใจครับคุณวิไล แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นภาพถ่ายมันก็ต้องมีฟิล์ม กล้อง หรือโทรศัพท์ที่ใช้ถ่ายภาพเหล่านี้ ใช่ไหมครับ”

วิไลตาเบิกกว้าง หันมองไปรอบๆห้อง แล้วตรงเข้าไปยังกางเกงของเชิดที่ถอดกองอยู่กับพื้น พร้อมกับล้วงมือเข้าไป
ในกระเป๋ากางเกงแล้วดึงเอาโทรศัพท์ของเชิดออกมา วิไลเปิดหาภาพในโทรศัพท์จนพบแล้วกดลบทิ้งรูปของเธอทุกรูป
ที่มีอยู่ในนั้น ก่อนที่จะขว้างโทรศัพท์นั้นลงกับพื้นจนแตกออกเป็นชิ้นๆ

“ขอบใจเธอมากนะป๊อด หากไม่ได้เธอฉันคงแย่แน่ๆ”

แล้ววิไลก็หันไปมองร่างของเชิดที่นอนแน่นิ่งอยู่ พร้อมกับดึงโทรศัพท์ของตัวเองออกมา

“ฉันจะโทรหาตำรวจให้เอามันไปเข้าคุก”

“เดี๋ยวครับ คุณวิไล ถ้าคุณวิไลโทรหาตำรวจ ตำรวจก็จะสืบหาสาเหตุที่คุณวิไลเข้ามาหาน้าเชิด แล้วคงจะโยงไปถึง
รูปถ่ายพวกนี้ ผมว่าถ้าคุณวิไลไม่อยากให้ใครรู้เห็นเรื่องราวเกี่ยวกับรูปถ่ายพวกนี้ก็อย่าแจ้งความเลยครับ”

วิไลฟังที่ป๊อดพูดก็เห็นจริง เธอลืมไปว่าหากเชิดปากโป้งพูดถึงเรื่องในภาพถ่าย ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานแล้ว
แต่เถ้าแก่เจียงก็คงคิดสงสัยเป็นแน่ เธอจึงเปลี่ยนความคิด เรียกคนงานชายในบ้านให้เข้ามาพบเธอ

เพียงครู่หนึ่ง คนงานชายกลุ่มหนึ่งก็พากันเข้ามาหาเธอที่เรือนไม้

“สิม จ่อย ปลั่ง แก 3 คน ช่วยกันเก็บเสื้อผ้าไอ้เชิดใส่กระเป๋าแล้วเอาตัวมันไปให้พ้นจากบ้านของฉัน
อ้อ….รอให้มันฟื้นแล้วช่วยซ้อมมันให้หลาบจำด้วย มันจะได้ไม่กล้าคิดชั่วกับฉันอีก”

ทั้งสามคนขานรับคำสั่ง แล้วก็เริ่มจัดการทำตามสิ่งที่วิไลสั่งไปทันที วิไลหันมามองป๊อดแล้วก็พูดขึ้นว่า

“ป๊อด…ฉันต้องขอขอบใจเธออีกครั้งนะ……..เอ…แล้วเธอรู้ได้เนี่ย….ว่าฉันถูกไอ้เชิดมันทำร้าย”

ป๊อดนิ่ง อ้ำอึ้งคิดไม่ออกว่าจะตอบโต้อย่างไรดี แต่แล้วเสียงของน้าขิกก็ดังขึ้น

“ก็บอกมันไปซิวะ ว่าเอ็งเดินอยู่แถวนี้พอดี แล้วได้ยินเสียงนังนี่ร้องให้ช่วย”

แล้วป๊อดก็ตอบออกไปตามที่น้าขิกแนะนำทันที

“พอดีผมเดินออกมาตรวจดูประตูหลังบ้านนะครับ ก็เลยได้ยินเสียงคล้ายเสียงคุณวิไลร้องให้ช่วย
ก็เลยแน่ใจว่า คุณวิไลต้องอยู่ในห้องนี้แน่ๆ”

พอวิไลได้ยินคำตอบเธอก็ยิ้มให้กับป๊อด พร้อมกับก่อเกิดความรู้สึกด้านดีในตัวป๊อดขึ้นอย่างมาก

“ไปเถอะป๊อด เรากลับไปพักผ่อนกัน ดึกมากแล้ว”

แล้วทั้งคู่ก็เดินไปจากเรือนของเชิด แล้วแยกย้ายไปนอนพักผ่อนที่ห้องของตน

———-

เป็นเวลาสองสัปดาห์แล้ว ที่รถสีดำของมาร์คแวะเวียนมารับและส่งหลิว ป๊อดคอยเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมของมาร์ค
ด้วยการทำทีว่ากำลังทำงานอยู่บริเวณใกล้เคียงทางเข้าออกประตูบ้านทั้งเวลาเช้าและเย็น โดยกะเวลาให้ใกล้เคียงกับที่มาร์คจะเข้ามา
เขารู้สึกหงุดหงิดใจที่เห็นทั้งคู่สนิทสนมกันมากขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ จนวันหนึ่งมาร์ครู้สึกแปลกใจที่เห็นป๊อดเกือบทุกครั้งที่เขามารับมาส่งหลิว
จนในเย็นวันนั้นหลังจากที่เขามาส่งหลิวแล้ว ก็อยู่รอจนหลิวเดินเข้าไปในตัวบ้าน จึงเดินเข้ามาหาป๊อดที่กำลัง
ตัดแต่งกิ่งไม้อยู่แล้วพูดขึ้นว่า

“เฮ้ย…..มึงตั้งใจมาดักดูกูใช่ไหม..ฮึ……….มึงชอบหลิวเหรอ..”

ป๊อดรู้สึกตกใจ ที่มาร์คพูดออกมาตรงใจดำของเขา

“เห็นหลิวเขาเล่าให้กูฟังว่า มึงเป็นเด็กวัดที่มาอาศัยเขาอยู่ใช่ไหมวะ ฮ่าๆๆๆ ขำว่ะ ดอกฟ้ากับหมาวัด”

ป๊อดถึงกับเบิกตากว้างด้วยความโกรธ จ้องมองหน้ามาร์คนิ่งอยู่หลายนาที แล้วก็รู้สึกว่า จิตของตนเองกำลังตก
จึงพยายามหายใจช้าๆ เพื่อระงับความโกรธที่ก่อตัวขึ้น แต่แล้วน้าขิกก็พูดขึ้นว่า

“ไอ้หนู…เอ็งต้องการอัดปากมันซักทีไหม….เดี๋ยวข้าช่วย”

“ไม่น้า…ปล่อยมันไป”

มาร์คเห็นป๊อดพูดพึมพำอยู่คนเดียว แล้วหันหลังเดินหนีเขาไป ก็พูดตามหลังป๊อดออกมา

“อีกไม่นาน กูก็คงจะได้ฟันน้องหลิวแล้ว…แล้วก็คงจะได้อีกหลายทีหลังจากนั้น มึง….ต้องรอกูเบื่อก่อนก็แล้วกันนะ
ไอ้หมาวัด ฮ่าๆๆๆๆ”

ป๊อดหยุดเดินด้วยความรู้สึกพลุ่งพล่าน แล้วพยายามสะกดอารมณ์โกรธที่กำลังพุ่งพวยขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยใจจริงแล้ว
เขาอยากจะใช้อำนาจแห่งปลัดขิกจัดการกับมาร์คให้สาสมกับความโกรธของเขาในตอนนี้ แต่เขาคิดถึงคำของพ่อ
จึงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธเอาไว้แล้วรีบเดินจากไปโดยเร็ว

สองวันต่อมาในตอนเช้า ป๊อดยังคงทำทีเป็นว่ามีงานอยู่บริเวณปากทางประตูบ้านเหมือนเช่นเคย แต่เช้าวันนี้กลับเปลี่ยนไป
รถสีดำของมาร์คไม่มาจอดรอตอนเช้าเหมือนเช่นเคย แต่เขากลับเห็นหลิวใส่ชุดนักศึกษาเดินออกมาเหมือนกับว่ากำลังจะออกนอกบ้าน
ป๊อดจึงร้องทักหลิวขึ้น

“คุณหลิวครับ….คุณหลิวจะไปไหนครับ”

.
“ไปมหาลัยจ้ะ…..”

“อ้าว….ไม่มีรถมารับแล้วจะไปยังไงล่ะครับ”

“ไปรถประจำทาง…..ฉันยังหนักใจอยู่เลยเนี่ย….ฉันยังไม่เคยเลยจริงๆนะป๊อด กับการขึ้นรถประจำทาง แต่คงต้องหัดแล้วล่ะ
จะได้เป็นเหมือนคนอื่นเขาซะที”

.”แล้วทำไมไม่ใช้รถของบ้านเราล่ะครับ”

“มีแต่รถ…คนขับไม่อยู่ซักคน..น้าใจก็ป่วย ฉันก็ขับรถไม่เป็น แหม….เสียดายจังถ้าป๊อดขับรถเป็นก็ดีนะสิ
จะได้ไปส่งฉัน”

พอป๊อดได้ยินอย่างนั้นก็นึกเสียใจที่เขาขับรถไม่เป็น แล้วก็นึกวางแผนไว้ในใจว่าจะต้องหาวิธีหัดขับรถให้เป็นให้ได้
จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับหลิวมากขึ้น

“แต่ถึงขับไม่เป็นก็ไปส่งได้นะครับ คุณหลิวรอผมเปลี่ยนเสื้อแป๊บนึง เดี๋ยวผมจะพาคุณหลิวขึ้นรถประจำทาง”

“จริงเหรอป๊อด…..เอาสิ…ฉันจะรอ”

เมื่อป๊อดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ทั้งคู่ก็เดินออกจากบ้านไปพร้อมกัน ในระหว่างที่เดินไปปากซอยเพื่อรอรถประจำทาง
ป๊อดก็ชวนคุยและสอบถามถึงสาเหตุที่มาร์คไม่มารับหลิวในวันนี้ จนเขารู้ความจริงว่า มาร์คพยายามชวนหลิวไปเที่ยวกับเขา
หลังเลิกเรียนอยู่หลายครั้ง แต่หลิวไม่ยอมไป มาร์คจึงรู้สึกไม่พอใจต่อว่าหลิว จนมาถึงเช้าวันนี้ก็ไม่ยอมขับรถมารับหลิว
เหมือนอย่างเคย

เขารู้สึกโล่งใจ หากมาร์คจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับหลิวอีก และเขายิ่งรู้สึกดีใจมากขึ้นเมื่อหลิวบอกกับเขาว่า ความจริงเธอก็ไม่ได้คิดอะไรกับมาร์ค
เพียงแต่มาร์คเสนอตัวเข้ามา ชวนเธอพูดคุยอยู่หลายครั้ง เธอก็เลยทดลองคบดูเพื่อศึกษานิสัย แต่ถ้าหากมันเข้ากันไม่ได้
มาร์คก็คงจะเลิกไปเองเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้

ป๊อดหน้าบานอย่างมีความสุข เมื่อรู้ว่าสิ่งที่เขากำลังเป็นกังวลมันได้คลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว ทั้งคู่ก้าวขึ้นรถประจำทางที่มาจอดเทียบ
แต่ไม่ได้ที่นั่ง หลิวพึ่งเคยขึ้นรถประจำทางเป็นครั้งแรก และก็พึ่งสัมผัสกับการยืนบนรถประจำทางเป็นครั้งแรกเช่นกัน เธอค่อนข้างเก้ๆกังๆ
กับท่ายืนที่ต้องใช้มือจับเหล็กที่พนักเก้าอี้ และการวางเท้าเพื่อต้านแรงโคลงเคลงของรถเวลาเบรค ร่างของเธอจึงไม่ค่อยมั่นคงนัก
และมักจะเซมากระทบกับป๊อดที่ยืนประกบอยู่ข้างๆอยู่บ่อยครั้ง

“อุ๊ย…..ขอโทษนะป๊อด….หลิวไม่ได้ตั้งใจ”

เธอพูดขึ้น เมื่อรถเบรคกระทันหัน จนร่างของเธอเซไปกระทบกับร่างของป๊อดอย่างแรง ใบหน้าของเธอห่างจากใบหน้าของป๊อดแค่เพียงคืบ
จนป๊อดได้กลิ่นหอมละมุนจากแก้มของเธออย่างเต็มๆ แต่มันไม่เพียงแค่นั้นสะโพกอันเต่งตึงภายใต้กระโปรงที่รัดติ้ว ก็มักจะเซไปโดนกับเป้าของเขา
อยู่บ่อยครั้ง จนป๊อดเริ่มมีอาการแข็งตัวอย่างควบคุมไม่อยู่

ป๊อดพยายามชวนเธอคุย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไม่ให้หมกมุ่นคิดอย่างนั้นกับเธอ การพูดคุยเป็นไปอย่างเพลิดเพลินออกรสชาติ
จนป๊อดรู้สึกว่า เพียงเดินทางร่วมกับหลิวแค่เพียงวันเดียวก็ทำให้ทั้งเขาและเธอเพิ่มความสนิทสนมกันมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะหลิวเป็นคนไม่ถือตัว
และมีอัธยาศัยที่ดี

แล้วรถประจำทางคันนั้นก็มาจอดที่ป้ายใหญ่ซึ่งมีคนรอรถอยู่เป็นจำนวนมาก คนเหล่านั้นพากันแย่งขึ้นรถจนเกิดสภาพเบียดเสียดกันในรถ
เกิดขึ้น หลิวถอยเท้าเข้ามาด้านในจากการถูกคนที่เข้ามาใหม่ผลักดันเข้ามา คนแล้วคนเล่า จนในที่สุดเธอก็ไม่มีที่ให้ถอย ด้านหลังของเธอในตอนนี้
จึงแทบจะแนบสนิทกับตัวป๊อด ส่วนด้านหน้าเธอก็ใช้กระเป๋าสะพายและลำแขนบังเอาไว้

ป๊อดพยายามควบคุมท่อนเอ็นของเขาที่กำลังจะแข็งตัว เมื่อรู้สึกว่ามันกำลังอยู่ในตำแหน่งกลางร่องสะโพกของหลิวอย่างพอดี
ยิ่งในเวลาที่รถเบรคจนหลิวเซเข้ามาหาเขา มันก็ยิ่งแนบแน่นจนกดลึกลงไป อีกทั้งกลิ่นหอมจากซอกคอของหลิวก็โชยอ่อนๆมาตลอดเวลา
มันจึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะให้เขาทำใจไม่คิดได้

ยิ่งสะโพกของหนิงแช่นิ่งค้างอยู่อย่างนี้นานเข้า เขาก็ไม่สามารถอดทนที่จะไม่คิดได้อีกต่อไป ป๊อดเริ่มปลดปล่อยอารมณ์ตัวเองไปตามสถานการณ์
ท่อนเอ็นของเขาแข็งตั้งเป็นลำและกำลังฝังตัวลงไปในร่องก้นของหลิว จนหลิวเองก็เริ่มรู้สึกได้แต่เธอก็ไม่รู้ที่จะเลี่ยงหลบไปทางไหน
จึงได้แต่ยืนเฉย ทำเป็นไม่รับรู้อะไร

ป๊อดเองก็พยายามกลบเกลี่อนด้วยการชวนคุยเรื่องอื่นๆ แต่ความรู้สึกในตอนนี้จริงๆของเขากลับหมกมุ่นอยู่กับสะโพกอันเต่งตึงของหลิว
รสสัมผัสจากการแนบชิดและถูไถอยู่ไปมา ทำให้ป๊อดสร้างจินตนาการจนเกิดความเสียวไปทุกรูขุมขน และนึกเสียดายเมื่อเห็นว่า
รถประจำทางได้เดินมาใกล้ที่หมายแล้ว

“ป๊อดคนแน่นอย่างนี้ แล้วหลิวจะออกยังไงล่ะป๊อด”
หลิวหันมากระซิบจนเกือบติดใบหน้าของเขา ลมปากอุ่นๆของเธอ แทบทำให้เขาอยากจะจูบเธอเลยซะตรงนั้น

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวคุณหลิวตามผม”

ป๊อดพยายามแหวกช่องที่แออัดนำออกไป พร้อมกับเอ่ยปากขอทางโดยมีหลิวเขยิบตามมาติดๆ แต่ด้วยความแน่นนั่นเอง
ทำให้รองเท้าของหลิวข้างหนึ่งหลุดติดอยู่ในรถด้านใน หลิวร้องบอกป๊อดด้วยความรู้สึกร้อนรน

“ป๊อด …รองเท้าของหลิว หลุดอยู่ข้างในทำไงดี”

ป๊อดหันกลับมาแล้วตัดสินใจเบียดตัวแทรกกลับเข้าไปใหม่เพื่อควานหารองเท้า แต่ครั้งนี้มันกลับแน่นกว่าขาออกมา
เพราะมีตัวของหลิวยืนอยู่ ป๊อดพยายามเบียดตัวเข้าไปจนตามเก็ยรองเท้าคืนมาได้ แต่เขาก็พึ่งรู้สึกว่าเขาได้หันไปประจัญหน้ากับหลิว
เสียแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เป้าของเขากำลังเบียดอยู่จนรู้สึกได้ว่า มันโหนกนูนขึ้นมามากกว่าส่วนอื่นๆ ก็คงไม่ใช่อย่างอื่นเสียแล้ว
มันต้องเป็นเนินเนื้อของหลิวอย่างแน่นอน พอเขาคิดได้อย่างนั้นลำเอ็นของเขาก็แข็งผงาดออกมาอย่างเต็มที่ทันที
ตอนนี้ทั้งสองกำลังรอรถจอดป้ายเพื่อจะลง แต่ไม่สามารถจะมองหน้ากันได้อย่างเต็มตานัก เพราะต่างคนต่างก็รู้ว่า
เป้าของทั้งสองฝ่ายกำลังเบียดเสียดแนบชิดกันอยู่ จนรู้สึกได้ถึงขนาดของกันและกัน