เจาะเวลาหาฉิมพลี(ภาคยุทธจักร) ตอนที่ 24

เจาะเวลาหาฉิมพลี(ภาคยุทธจักร) ตอนที่ 24 โชคหรือเคราะห์

        ” ทำไมถึงหยุดเกี้ยว? ” เสียงของหญิงสาวนางหนึ่งเอ่ยถามออกมา
” เรียนคุณหนูรอง องครักษ์หมายเลข 35 พบร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่ง หมดสติอยู่ทางด้านล่าง คาดว่าน่าจะตกมาจากหน้าผาข้างบน ”
” จะสนใจไปไย ? ” เสียงหญิงสาวคนเดิมในเกี้ยวคันแรก พูดออกมาเหมือนเบื่อหน่าย
” บ่าว ไปชมดูแล้ว…นับเป็นสินค้า ใหม่เอี่ยม พอใช้ได้ทีเดียว..”
” อย่างนั้นก็นำมันไปด้วย ให้หมอตรวจดูด้วย หากว่าพิการ หรือบาดเจ็บร้ายแรง ก็ไม่ต้องรักษาแล้ว ให้โยนทิ้งไว้ข้างทาง ”
เสียงคุณหนูรองคนดังกล่าวยังเฉื่อยชาเบื่อหน่ายเช่นเดิม
” บ่าวทราบแล้ว…” หญิงสาวที่มารายงาน รับคำแล้วจากไป

……………………………………………………..

” เจ้าแน่ใจว่า งานนี้ ไม่เสียเที่ยว เหมือนคราวที่แล้ว ? ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากในป่าริมทางเดิน
” โธ่ หัวหน้า งานนี้รับประกันว่าอิ่มหมีพีมันกันแน่นอน แค่ดูจากเกี้ยว 4 เกี้ยว ที่สวยงามหรูหรา กับรถเข็นบรรทุกสัมภาระหลายคัน
เสร็จงานนี้พวกเราได้พักผ่อนอย่างสุขสบายไปอีกหลายเดือน ” เสียงจากชายหนุ่มที่คาดว่าเป็นลูกน้องพูดขึ้นมาด้วยความกระหยิ่มใจ
” อย่าให้เป็นอย่างคราวก่อน ยกพวกกันมาเกือบหมดค่าย แต่ได้เงินกลับไปไม่ถึง 100 ตำลึง -*- ” เสียงของคนที่คาดว่าเป็น หัวหน้าบ่นออกมา
ที่แท้เสียงสนทนานี้เป็นของ หัวหน้าค่ายโจรภูเขา แห่งหนึ่งนั่นเอง ปรกติบรรดาค่ายโจรต่างๆ จะมีสานสืบแฝงตัวอยู่ตามโรงเตี้ยม
ร้านน้ำชา หรือกระทั่งร้านค้าร้านเหล้าเล็กๆริมทาง หากพบ เป้าหมาย ที่น่าสนใจ ก็จะส่งข่าวให้กับค่ายโจร
แล้วยกพวกมา เยี่ยมเยือน ซึ่งปรกติโจรพวกนี้ จะดัก เยี่ยมเยือน ตามเส้นทางในป่า ที่เป้าหมายต้องเดินทางผ่าน
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ค่ายหมีดำ ซึ่งเป็นโจรภูเขาที่หากินแถบ เส้นทางระหว่างยูนนาน(ลี่เจียงเป็นเมือง ในเขตยูนนาน)กับกุ้ยโจว
…………………………………………………….
เวลาผ่านไป ประมาณหนึ่งชั่วยาม เสียงของขบวนเกี้ยว ก็ดังขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบของป่าเสียงฝีเท้า และเสียงล้อรถลากซึ่งบรรทุกสัมภาระ ดังชัดเจน

ชาวค่ายหมีดำ อดยิ้มกันไม่ได้ ฟังจากเสียงล้อรถสัมภาระ ต่างก็พอคาดเดาถึงสมบัติที่บรรทุกมา หน่วยซุ่มคนหนึ่ง ที่นั่งแฝงตัวอยู่บนต้นไม้สูง
มองเห็นขบวนเกี้ยว 4 คัน รถลาก อีก 3 และคนทั้งหมดที่เดินเท้า
ในรถสัมภาระคันท้ายยังเห็นนอนไปด้วยชายหนุ่มคนหนึ่ง ดูจากผ้าพันแผลคาดว่าคงได้รับบาดเจ็บ
จึงผิวปากเป็นเสียงนกร้อง ส่งสัญญาณให้กับพวกพ้องทันที
อึ้งเหลียง หัวหน้าค่ายหมีดำ ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก ฟังจากเสียงสัญญาณที่ได้ยิน เป้าหมาย มีฐานะดีมาก แต่กลับไม่มีผู้คุ้มกันสักคน
คนเดินเท้าที่ร่วมในขบวนเกี้ยวก็มีแต่สตรี 7-8 คนเท่านั้น
ที่จริงยังมีคนหามเกี้ยว กับคนเข็นรถสัมภาระ แต่นี่ถือว่ามีก็เหมือนไม่มี ไม่นับก็ไม่เป็นไร

ในที่สุดขบวนเกี้ยวก็เดินทางมาถึงจุดที่ ค่ายหมีดำวางกำลังไว้
อึ้งเหลียงและสมาชิกค่ายหมีดำอีก10 กว่าคน พุ่งตัวออกจากราวป่า ขวางเส้นทางเอาไว้ทันที
นี่เรียกว่า ปรากฏตัวออกทักทาย แต่ที่แท้ในราวป่ายังซุ่มมือธนูอีก 10 กว่าคน หน่วยจู่โจมประชิดอีก 10กว่าคน
และยังมีหน่วยสกัดทางหนี ที่จะปรากฏตัวจากทางด้านหลังของขบวนเกี้ยว อีก 8 คน
ทุกคนที่มาล้วนแล้วเป็นมือดี ที่ผ่านงาน มาอย่างดี แต่แน่นอน ผู้คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวออกมา
หากการเจรจา ลุล่วงไปด้วยดี

ขบวนเกี้ยวหยุดลง โดยพร้อมเพรียง หญิงกลางคนนางหนึ่ง อายุประมาณ 35-36 ปี เดินออกมาทางด้านหน้าขบวนอย่างช้าๆ
สีหน้าเหมือนหงุดหงิดไม่น้อย

อึ้งเหลียงกวาดตาคมวาวแวบนึงก็ยิ้มอย่างพอใจ เกี้ยวเป็นเกี้ยวอย่างดีสวยงาม ไม่ใช่เศรษฐีธรรมดาจะมีใช้ได้
นอกจากขุนนาง เชื้อพระวงศ์หรือไม่ก็ตระกูลใหญ่ๆของแผ่นดินเท่านั้น แต่หากเป็นขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์
ย่อมมีทหารตามมาคุ้มกันจำนวนมาก
หากเป็นตระกูลใหญ่ก็ย่อมมีผู้คุ้มกันด้วยเช่นกัน แต่นี่กลับไม่มีผู้คุ้มกันสักคน
นี่เรียกว่า แพะอ้วน เดินเข้าปากเสือจริงๆ
หากอึ้งเหลียงไม่มัวแต่กระหยิ่มยินดีจนเกินไป คงจะเอะใจบ้างว่า คนในขบวนเกี้ยว กลับไม่มีผู้ใดทำท่าตื่นตกใจสักคนเดียว
” เชิญเถิดสหายหญิง *-* ” อึ้งเหลียงกล่าวกับหญิงกลางคนที่เดินออกมาหน้าขบวน ดูจากอายุคงพอๆกับตนเอง
หญิงกลางคนมองหน้าอึ้งเหลียงอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอ่ยปากว่า
” พวกเจ้าไสหัวไปเถอะ ”

อึ้งเหลียงอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองหน้าเหล่าลูกน้อง ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมๆกัน
อีกชั่วครู่ถึง ค่อยๆเงียบเสียงลง ก่อนจะเอ่ยปากอีกด้วยความขบขันว่า
“สหายหญิง คงยังไม่ทราบสถานการณ์กระมัง ? ”
” พวกเจ้า ไสหัวไปเถอะ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ได้ไปแล้ว ” เสียงของหญิงกลางคนยังคงหงุดหงิด
” ฮ่าๆ ก็ได้ๆ สหายหญิง วันนี้พวกเราอารมณ์ดีไม่น้อย พวกท่านทิ้งรถสัมภาระทั้งสามคันเอาไว้
จากนั้นก็เชิญเดินทางต่อเถอะ ” อึ้งเหลียงอารมณ์ดีจริงๆ เพิ่งเจอกับงานง่ายๆสบายๆเช่นนี้ ปรกติต้องฉุดคร่าสตรีขึ้นเขาไปด้วย
แต่วันนี้ยินดีปล่อยผู้คน กักแต่ทรัพย์สินเอาไว้
” อาศัยพวกท่าน ?” หญิงกลางคนยังดูไม่แยแส
ท่าทางที่ไม่ตื่นตกใจกลัว ไม่แยแสอันตรายตรงหน้า ทำเอาอึ้งเหลียงต้องตั้งใจมองรอบๆอีกครั้ง มันไม่ใช่โจรอ่อนหัด
พอเห็นท่าทีของขบวนเกี้ยว ผิดปรกติ ก็เริ่มตื่นตัวขึ้นมา
” ท่าทางเราอึ้งเหลียงตาต่ำไปแล้ว ไม่ทราบสหายหญิง เป็นคนในเส้นทางใด ?” อึ้งเหลียงถามถึงสังกัด ค่ายพรรคกับหญิงกลางคน
” เจ้ายังไม่คู่ควรถาม ” เสียงตอบออกมาจากหญิงกลางคน
” หัวหน้า อย่ามัวแต่พูดคุยอยู่เลย ลงมือเสียให้จบๆไป นางคงทำท่าขู่ขวัญผู้คนไปเช่นนั้นเอง ” สมาชิกค่ายหมีดำคนแรก
ที่หาข่าวมาพูดขึ้น สมาชิกคนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วย ดูยังไงก็เพียงแค่หญิงไม่กี่คน จะมีวรยุทธสักเท่าไหร่เชียว
อึ้งเหลียงก็รู้สึกตัวเองจะวิตกจนเกินไป หญิงกลางคนตรงหน้าจะมีวรยุทธแล้วจะเป็นไรไป วันนี้ค่ายหมีดำ ยกพลมาเกือบ 50 คน
ต่อให้หญิง 7-8 คนในขบวนมีวรยุทธแล้วจะอย่างไร
” พวกเจ้า สี่คนไปนำรถสัมภาระสามคันนั่นมา ใครขัดขวางก็แจกให้ไปคนละดาบ ” อึ้งเหลียงสั่งงาน
สมาชิกค่ายหมีดำ 4คน เดินออกไปอย่างรู้งาน แต่ละคนรูปร่างเข้มแข็งบึกบึน ในมือมีทั้งดาบ กระบี่ กระบอกหนาม ดูเหี้ยมหาญไม่น้อย

ขณะทั้งสี่คนจะเดินผ่านเกี้ยวคันแรก หน้าต่างเกี้ยวที่ปิดด้วยม่านปลิวขึ้นเล็กน้อยเหมือนเพราะถูกลมพัด
จากนั้นร่างของสมาชิกค่ายหมีดำทั้งสี่ ที่กำลังก้าวเท้าเดิน ต่างทรุดฮวบ ล้มลงทันที
แน่นิ่ง สงบ และเงียบ

อึ้งเหลียงถึงกลับอ้าปากค้าง เหงื่อแตกออกมาอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อครู่ใช่ว่าอึ้งเหลียงจะชะล่าใจ สายตาจับจ้องมองลูกน้องทั้งสี่อยู่ตลอด เป็นการลงมือของผู้ใด ?
ทั้งที่ผู้คนในขบวนเกี้ยวแทบจะไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำ
หรือฝ่ายตรงข้ามมียอดฝีมือแฝงอยู่ด้วย …
สมาชิกค่ายหมีดำที่ยืนอยู่ข้างหลังของอึ้งเหลียงเริ่มกระสับกระส่าย นี่มันเกิดอะไรขึ้น
ในหัวใจทุกคนเหมือนมีเงาทะมึนครอบคลุมกัดกินอยู่ ฝ่ายตรงข้ามไม่ส่งเสียง
แม้กระทั่งสีหน้ายังไม่เปลี่ยน ยิ่งทำให้ดูลึกลับน่ากลัวเข้าไปใหญ่

ในใจอึ้งเหลียงก็ไม่ต่างกับลูกน้อง
ตอนนี้มีแค่สองทาง
ทางแรกคือถอยกำลังจากไป
อีกทางคือส่งสัญญาณให้หน่วยซุ่มในป่า ออกมาเข่นฆ่า ให้รู้กันไป
หากล่าถอยแบบนี้ นับแต่นี้อย่าหวังจะทำมาหากินในเส้นทางนี้ได้อีก อีกอย่าง ต่อให้มียอดฝีมือซ่อนอยู่แล้วจะเป็นไร
ภายใต้การระดมยิงของมือธนู 10กว่าคน ยังจะมีใครรอดได้
พอตัดสินใจได้แล้ว ก็ตะโกน ดังลั่นว่า ” พี่น้องทั้งหลาย เข่นฆ่าเข้าไป ”
อึ้งเหลียงพร้อมทั้งลูกน้องทางด้านหลัง อีก 8-9 คน กระชับอาวุธขึ้นทันที เตรียมเข้าปะทะหากมีผู้ที่จะหลบหนีออกจากห่าธนู
แล้วไหนละห่าธนู ?
เงียบเกินไป
ทำไมหน่วยซุ่มถึงไม่ระดมยิงธนูออกมา
” พี่น้อง ระดมยิง ” อึ้งเหลียงตะโกนอีกครั้ง แต่ในน้ำเสียงมีสั่น ๆแฝงอยู่ด้วย
ไม่มีทั้งลูกธนู กระทั่งไม่มีเสียงตอบรับจากหน่วยซุ่มสักนิด
เป็นไปไม่ได้กระมัง …หน่วยซุ่มในป่า 30กว่าคน หายไปไหนหมด
เคล้ง ! เสียงดาบในมือของสมาชิกค่ายหมีดำคนหนึ่งร่วงลงพื้น เจ้าตัวถึงกับมือไม้อ่อนทำดาบหลุดจากมือโดยไม่รู้ตัว
สมาชิกคนอื่นที่เหลือก็ใช่จะดีกว่าสักเท่าไหร่
ทุกคนต่างผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน การแลกชีวิตด้วยชีวิตเป็นเรื่องปรกติของ อาชีพ อย่างพวกเขาอยู่แล้ว
แต่ทว่า นี่มันเรียกว่าอะไร ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ขยับตัวเลยสักนิด

หญิงกลางคนค่อยๆก้าวเท้าไปข้างหน้า อึ้งเหลียงและพรรคพวก ขยับหลบเข้าข้างทางอย่างไม่รู้ตัว
ขณะที่เกี้ยวคันแรกกำลังจะผ่านอึ้งเหลียงและพรรคพวก เสียงหญิงสาวในเกี้ยวก็ดังขึ้นว่า
” เรามิใช่มือไม้อ่อน เกิดจิตเมตตา หากแต่พี่น้องของท่านยังรอให้พวกท่านไปดูแล ”
น้ำเสียงดูไพเราะแต่เย็นชายิ่งนัก อึ้งเหลียงอดสยิวกายไม่ได้
ขบวนเกี้ยวเดินลับไปเนิ่นนานแล้ว อึ้งเหลียงและสมาชิกค่ายหมีดำเพิ่งจะเรียกสติกลับคืนมาได้
รอให้พวกท่านไปดูแล…..รอให้พวกท่านไปดูแล…
อึ้งเหลียงยังพึมพำ คำพูดที่หญิงในเกี้ยวพูดออกมา จากนั้นตาเหลือก ปากร้อง ” เป็นไปไม่ได้ ๆ”
ก่อนจะรีบโดดเข้าไปในราวป่า ที่วางกำลังเอาไว้ทันที
” ให้ตายเถอะ สวรรค์ ” ภาพตรงหน้าทำเอาอึ้งเหลียงแทบหยุดหายใจ
ต่างตายหมดสิ้น ไม่เหลือสักคน …. บ้างถูกเชือด บ้างถูกอาวุธลับ บ้างถูกหักคอ
หน่วยซุ่มในป่า เกือบ 40คน ไม่เหลือชีวิตรอดแม้สักคน

…………………………………………………………………………..

…………………………….

เขตกุ้ยโจว อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ทางทิศตะวันตกติดกับเขตยูนนาน มีเมืองใหญ่คือ กุ้ยหยาง
กุ้ยหยางมีภูมิอากาศเป็นแบบกึ่งมรสุมเขตร้อน ไม่สามารถเห็นฤดูทั้งสี่ ได้อย่างชัดเจน ปราศจากฤดูหนาวที่หนาวจัดและฤดูร้อนที่ร้อนจัด
ด้วยภูมิอากาศที่ดีเช่นนี้จึงมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย การค้าขายก็คึกคัก ยังเจริญกว่าลี่เจียงเสียอีก
ยิ่งช่วงสองสามวันนี้ ผู้คนต่างเมืองยิ่งเข้ามาสู่กุ้ยหยางอย่างมากมาย จำนวนนี้มีทั้งเศรษฐี ลูกขุนนาง เชื้อพระวงศ์
ผู้คนจากสำนักต่างๆ โรงเตี้ยมต่างถูกจับจอง เข้าอยู่อาศัยจนแทบไม่มีห้องว่าง
บางโรงเตี้ยมถือเป็นโอกาสอันดีแอบขึ้นค่าที่พัก ค่าอาหาร แต่ก็ยังมีคนยอมเข้าพัก
ไม่ต้องพูดถึงตามเหลาอาหาร แผงสุรา ร้านเนื้อย่าง กระทั่งบ่อนพนัน และหอคณิกาก็ได้รับอานิสงไปกันอย่างทั่วถึง
หากสงสัยว่า เพราะเหตุใด ไม่ต้องถามผู้ใด เพียงไปนั่งตามเหลาสุรา ร้านอาหาร ฟังเรื่องสนทนาของผู้คนในนั้นก็จะได้คำตอบ
เพราะคืนพรุ่งนี้ ที่หอเบญจมาศ ซึ่งเป็นหอคณิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดของกุ้ยหยาง จะมีงานเลี้ยง
งานเลี้ยงที่มีชื่อว่า งานเลี้ยงชิงบุปผา

เหลาชุมนุมมังกร เป็นเหลาอาหารที่ใหญ่ที่สุด และแพงที่สุด
ที่แพงที่สุดไม่ใช่เพราะอาหารรสเลิศที่สุด หรือการตกแต่งหรูหราที่สุด แต่เพราะมันปลอดภัยที่สุด
เหลาอื่น ร้านอื่นหรือโรงเตี้ยมอื่น ลูกค้าดื่มกินอาจกระทบกระทั่ง จนลงไม้ลงมือกัน บางทีบาดเจ็บ เสียชีวิต
ก็เป็นเรื่องที่พบได้เสมอ และหลายครั้งที่ เกิดมีผู้เคราะห์ร้าย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเค้า แต่นั่งดื่มกินผิดที่
ถูกมีด กระบี่ อาวุธลับ ของคู่ที่ลงไม้ลงมือกัน นี่เรียกว่า ถูกลูกหลง หรือซวยก็คงไม่ผิด – –
แต่ที่เหลาชุมนุมมังกร ไม่มีผู้ใดลงไม้ลงมือกันแน่นอน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ เหลาแห่งนี้เป็นกิจการของ ป้อมมังกรทอง
ป้อมอันดับหนึ่งนั่นเอง
ชื่อเสียงของป้อมมังกรทอง ทำให้ผู้ดื่มกิน เกรงอกเกรงใจ มาตรว่าจะเจอคู่กรณี ก็จะนัดหมายกันไปลงไม้ลงมือด้านนอก
ทำให้ผู้คนมากมาย ที่มีเงินพอ นิยมมาที่เหลามังกรทอง ยิ่งผู้ที่ปราศจากวรยุทธเช่นพวกพ่อค้า คหบดี ลูกหลานจากตระกูลร่ำรวยเป็นต้น
เคยมีผู้ที่ลืมตัว อาจเพราะดื่มสุราจนขาดสติ มีเรื่องมีราวในเหลา ก็จะถูก ดูแลโดยพนักงานของทางร้าน
มีเรื่องเล่าว่า ครั้งนึง ดาบไม่คืนฝัก ตังก้วย รองเจ้าสำนักดาบแปดทิศ เกิดเมาสุราลงไม้ลงมือกับ กัวคุ้น ศิษย์เอก สำนักชิงเฉิง
ด้วยทั้งสองคนมีวรยุทธที่ไม่ต่ำ กว่าพนักงานของทางร้านจะแยกทั้งสองออกจากกันได้ ก็มีผู้ถูกลูกหลงบาดเจ็บไปหลายคน ยังดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต
หลังจากนั้นไม่นาน มีข่าวว่า สำนักดาบแปดทิศได้สลายสำนัก เพราะเจ้าสำนักและรอง เกิดป่วยกระทันหัน ไม่สามารถเยียวยา
สุดท้ายทยอยกันเสียชีวิต และก็บังเอิญที่เจ้าสำนักชิงเฉิงเกิดฝึกฝีมือผิดแนวทาง ธาตุไฟเข้าแทรกจนสูญเสีย กำลังภายในทั้งหมดกลับกลายเป็นคนธรรมดา
กัวคุ้นศิษย์เอกที่เป็นว่าที่เจ้าสำนักคนต่อไปก็เกิดพลัดตกเขาจนพิการแขนขา
มีคนเคยถามศิษย์ของทั้งสองสำนัก ว่าเหตุใดถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ ศิษย์ทั้งสองสำนักก็ต่างส่ายหน้า ไม่พูดไม่จา
แต่หลังจากนั้น ก็ไม่มีผู้ใด ลงไม้ลงมือกันที่เหลาชุมนุมมังกรอีก

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เหลาชุมนุมมังกร คับคั่งไปด้วยลูกค้า เสียงสนทนาดังเซ็งแซ่ไปหมด เกือบทุกโต๊ะล้วนกล่าวถึงงานเลี้ยงชิงบุปผาในคืนวันพรุ่งนี้
” พี่ลี้ ครั้งนี้จะร่วมชิงบุปผาด้วยหรือไม่ ? ” ชายร่างบึกบึนอายุ 28-29 เอ่ยถามสมาชิกคนหนึ่งที่ร่วมโต๊ะ
” ฮ่า ฮ่า ฮ่า อาจจะ หรืออาจจะไม่ ” เสียงตอบจากชายอายุ 31-32 ที่แซ่ลี้
” เพียงไม่ทราบ ครั้งนี้เป็นบุปผาจากตึกใด ?” เสียงชายคนแรกถามขึ้นมา
” ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้องกิม เรื่องนี้มีเพียงผู้ที่เข้าร่วมชิงบุปผาก่อนเท่านั้นที่ได้รับแจ้ง เราผู้พี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น ” ชายแซ่ลี้พูดตอบด้วยความภาคภูมิใจ
เพราะเสียงอันดังทำให้หลายๆโต๊ะใกล้เคียงพลอยตั้งใจฟังไปด้วย รวมทั้งชายหนุ่มในชุดนักศึกษาสีขาว ที่นั่งดื่มกินอยู่โต๊ะริมเหลา
” โธ่ พี่ลี้ ทราบก็บอกผู้น้องสักนิดเถอะ ” ชายแซ่กิมเอ่ยขอร้องอย่างยิ้มแย้ม
” น้องเราฟังแล้วอย่าใจเต้นจนทะลักออกมา คราวนี้เป็นบุปผาจากตึกโบตั๋น ”
” พี่ลี้ ใช่ฟังมาผิดหรือไม่ 2ปีมานี้ มีเพียงตึกชบาที่ออกมาจัดงานเลี้ยงไม่ใช่หรือไร ?” ชายแซ่กิมร้องถามด้วยความตื่นเต้น
” ไหนเลยเพียง 2ปี แท้จริงต้องนับว่า3ปีแล้ว ” ชายแซ่กิมอวดข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องอย่างภาคภูมิอีกครั้ง
” ท่านพี่ทั้งสอง ผู้น้องตามไม่ทันแล้ว เท่าที่ผู้น้องทราบ งานเลี้ยงชิงบุปผา จัดโดยวังร้อยบุปผา ไม่ใช่หรือไร เหตุใดจึงมีตึกชบา ตึกโบตั๋น ขึ้นมาอีก ?”
ผู้ถามเป็นชายหนุ่มอายุอ่อนกว่า อีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะ
” ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้องหลี่ ยังไม่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงมาก่อนใช่หรือไม่ ที่ไม่ทราบก็ไม่แปลก ” ชายแซ่ลี้พูด
” เรื่องนี้ เราพอจะบอกกล่าวคร่าวๆให้ฟังได้ ” ชายแซ่กิมรีบเอ่ยขึ้น เพราะอยากอวดข้อมูลของตนบ้าง
” ก่อนอื่นต้องเริ่มที่ งานเลี้ยงชิงบุปผา เป็นวังร้อยบุปผา จัดขึ้น นี่ทุกคนต่างทราบกันดี….
ในยุทธภพต่างทราบกันดีว่า ศิษย์ของวังร้อยบุปผาล้วนแล้วแต่เป็นสตรี และต่าง สวยสดงดงาม หาสาวใดเทียมได้
และตามชื่อวังร้อยบุปผา ศิษย์สตรีทั้งหมดจะมี 100คนที่งดงามที่สุด ถูกจัดเป็นร้อยบุปผา
แต่น้อยคนนักจะทราบว่า ศิษย์ที่งดงามที่สุด100คนนี้ ยังแบ่งสังกัด ออกเป็น 5 ตึก …”
” อ่า….เช่นนี้ก็แปลว่า ตึกชบา กับโบตั๋น เป็นสองในห้าตึกแล้ว ” ชายหนุ่มแซ่ลี้เอ่ยขึ้น
” ใช่แล้ว นอกจากนี้ยังมี ตึกพุดตาน เบญจมาศ เหมย ส่วนศิษย์สตรีอื่นที่ไม่ได้บรรจุในร้อยบุปผา ถือเป็นศิษย์ธรรมดาเท่านั้น
รูปโฉมและศักดิ์ฐานะต่ำกว่าร้อยบุปผามากมาย ” ชายแซ่กิมตอบ
“นอกจากนี้ น้องเราทั้งสองทราบหรือไม่ แต่ละตึกมีบุปผากี่นาง ? ชายแซ่ลี้เอ่ยขึ้นมา
” ไฮ้ กระทั่งแต่ละตึกมีบุปผากี่นาง พี่ลี้ก็ยังทราบ ? ” ชายแซ่กิมถึงกับอึ้งที่พี่ลี้ มีข้อมูลลึกซึ้งขนาดนี้
” ฮ่า ฮ่า ฮ่า เราผู้พี่จะบอกให้ทราบ โบตั๋น เบญจมาศ เหมย มีตึกละสิบบุปผา พุดตานมียี่สิบบุปผา
ส่วนชบามีห้าสิบบุปผา ”
” ที่แท้เป็นเช่นนี้….” ทั้งหนุ่มแซ่หลี่กับชายแซ่กิมถึงกับพูดออกมาพร้อมกัน แถมตอนนี้ทั้งเหลาที่เต็มไปด้วยเสียงสนทนากลับเงียบลง
เพราะแทบทุกคนพากันตั้งใจฟังคำสนทนาจากโต๊ะของชายสามคนนี้กันหมด
” อย่างนั้น บุปผาตึกใด งดงามกว่ากัน พี่ลี้ก็คงทราบอีกใช่หรือไม่ ?” ชายแซ่กิมเริ่มถามแบบประชดนิดๆ เพราะรู้สึกว่าพี่ลี้
จะโชว์ภูมิเกินหน้าเกินตามากไปแล้ว
” ฮ่า ฮ่า น้องกิม เรื่องนี้น้อยคนจะทราบ…แต่เราผู้พี่ทราบดี ”
” พี่ลี้ โปรดชี้แนะ ” หนุ่มแซ่หลี่ รีบพูดขึ้น
” หากจะบอกว่าบุปผาตึกใดสวยงดงามกว่ากัน ออกจะยาก เนื่องจากความชอบของผู้คนแตกต่างกัน
แต่พอจะกล่าวได้ว่า ชบาร้อนรัก พุดตานสดใสแรกรุ่น โบตั๋นหยาดเยิ้ม เบญจมาศสูงสง่า เหมยเยือกเย็นเย่อหยิ่ง ”
ชายแซ่ลี้ หยุดนิดหนึ่ง เห็นทุกคนเกือบทั้งเหลาเงียบฟังตัวเอง ยิ่งยิ้มกระหยิ่มภาคภูมิ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า
” ในร้อยบุปผา ต่างมีป้ายหยกติดตัวคนละหนึ่งป้าย ในป้ายสลักดอกไม้ตามแต่ชนิดตามชื่อตึกที่สังกัด
และหมายเลข เช่นตึกโบตั๋นก็จะมี ป้ายหยกรูปดอกโบตั๋น หมายเลขหนึ่งถึงสิบ ตึกชบาก็จะมีชบาหนึ่งถึงห้าสิบ
แน่นอนว่าหมายเลขหนึ่งของแต่ละตึก ก็คือหัวหน้าตึก หมายเลขสองคือรองหัวหน้าตึก แต่ในวังบุปผาต่างเรียกหัวหน้าตึกว่า คุณหนูใหญ่
รองหัวหน้าตึกว่าคุณหนูรอง ส่วนคนถัดๆไปก็เรียกคุณหนูสาม คุณหนูสี่ เช่นนี้เอง ”
” หัวหน้าตึกแต่ละตึกต่างมีศักดิ์ฐานะเท่ากัน ในร้อยบุปผาจัดลำดับตามหมายเลข หากหมายเลขเท่ากันไม่ว่าสังกัดตึกใด
ก็ต่างมีศักดิ์ฐานะเท่ากัน ยิ่งหมายเลขน้อย ยิ่งศักดิ์ฐานะสูง…”
” มิน่าเล่าครั้งก่อน ที่จัดที่หยางโจว ตึกชบา พาคุณหนูสิบสี่กับคุณหนูสิบหก มาเป็นรางวัล ..
หากเป็นเช่นพี่ลี้ว่า คืนพรุ่งนี้ก็ต้องเป็นโบตั๋น หนึ่งถึงสิบแล้ว ” ชายแซ่กิมเอ่ยขึ้น
” ใช่แล้วน้องกิม ซึ่งก็หมายความว่าบุปผาในคืนพรุ่งนี้ ต่างมีศักดิ์สูงกว่าที่ผ่านๆมามากมาย เพราะต่อให้ต่ำสุดในตึกโบตั๋น
ก็ยังเป็นโบตั๋นสิบ สูงกว่าชบาสิบสี่กับสิบหกที่มาในครั้งที่แล้วหลายขั้น ”
” ผู้น้องยังจำความงามของคุณหนูสิบสี่กับคุณหนูสิบหกได้ไม่ลืม ช่างงดงามเหนือหญิงทั่วๆไปอย่างมากมาย …”
ชายแซ่กิมพูดขึ้นอย่างเคลิบเคลิ้ม
” ว่ากันว่า หาก ชิงบุปผามาได้ จะได้..เอ่อ…” หนุ่มแซ่หลี่ พูดไปหน้าแดงไป
” ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช่แล้วน้องหลี่ บุปผาแต่ละนาง จะร่วมหลับนอน ให้ความสุขกับผู้ชนะหนึ่งคืน
ว่ากันว่าหากร่วมหลับนอนกับบุปผานางหนึ่งสักครั้งจะไม่มีทางลืมเลือนไปชั่วชีวิต…”

” ท่านปู่ แล้วนี่จะแตกต่างจากนางคณิกาอย่างไร ? ”
เสียงสดใสดังแทรกขึ้นมา ทำเอาทุกคนต้องหันขวับหาที่มาของเสียงกันยกใหญ่

 +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ติดตามตอนอื่นได้
ภาคแรก http://uuuu69.blogspot.com/ ลงครบ 20 ตอน ของภาคแรกแล้ว
ภาคสอง http://story.niyay.com/story.php?story_id=54253 

…………………………………………………..

คุยกันท้ายตอน
       โผล่มาละครับ -.- ไม่รู้ยังมีคนรออ่านอยู่รึเปล่า หายไปพักนึงกลับมาเว็บนิยายยังโหลดอืดเช่นเดิม -*-คงเส้นคงวา
ใครมีเว็บลงนิยายแนะนำบ้างครับ เผื่อได้นำไปลงที่อื่นที่มันโหลดไวๆหน่อย อ่อให้มันลงเรท 18+ ได้ด้วยนะ -.-
กำลังเขียนตอน 25 อยู่นะครับ และกำลังทำรูปประกอบเพิ่มอีกด้วย คาดว่าตอนหน้าคงได้เห็นรูปศิษย์จากวังร้อยบุปผากันละ *-*
คราวนี้รับประกันว่าตอน 25 จะคลอดภายในสามวันเจ็ดวัน ไม่เกินนี้แน่ๆ -.-

ยู