ความสุขของกะทะ ตอน 19 กะทะฝึกอภิญญาจิต

ความสุขของกะทะ ตอน 19 กะทะฝึกอภิญญาจิต
โดย kankan

        กะทะเดินทางไปสอบตามปกติ
ยิ่งกะทะมีสมาธิจิตดีมากขึ้นเท่าไหร่
ผลการเรียนของเขาก็ยิ่งดีมากเท่านั้น

ในช่วงปีหลังเกรดเฉลี่ยของกะทะเฉียดๆ 4 เข้าไปทุกที
เพื่อนๆไม่ว่าจะเป็นไอ้เชษ ไอ้น้อยและอีกหลายคน
ต่างมาขอให้กะทะช่วยติวในวิชายากๆ ก่อนสอบทุกคราวไป

ยิ่งพวกสาวๆกลุ่มเพื่อนน้องหมวย
จากนอกจะให้กะทะติวให้แล้ว
พวกเธอยังต้องให้กะทะจัดคิวรักษาแบบพิเศษให้อีกต่างหาก

มีบางคนเหมือนกันที่กะทะติวแบบธรรมดา
คนตั้งใจเรียนผลทำคะแนนสอบได้ดีขึ้นกันทุกคน

กะทะยังแอบช่วยรักษาคนทั่วไปทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก
เมื่อเมื่อกะทะฝึกการใช้จิตและพลังบ่อยๆเข้าก็ย่อมมีความชำนาญ
ตอนนี้กะทะให้จิตกำหนดการโคจรเส้นพลังได้โดย
ไม่ต้องแอบทำปางเมื่อเพื่อเป็นสื่อในการใช้พลังแต่อย่างใด
เรียกว่าถึงขั้น “จิตเคลื่อนพลังเคลื่อย จิตเชื่อมฟ้าดิน”

ไอ้กะทะจวยมดจึงกลายเป็น “กะทะ(บิ๊ก)จวยมด” ไปทันที
กะทะไม่เคยที่จะมีจิตยินดีหรือยินร้ายกับเรื่องทั้งหมด
ขณะนี้ภายในจิตใจของเขาอยู่ในลักษณะที่เรียบเฉย สงบสุขอย่างประหลาด

……………

กะทะกำลังจะเดินเพื่อจะไปหาซื้อน้ำ
เหลืออีกไม่กี่ก้าวจะถึงจุดที่ขายน้ำ
สภาวะภายในของกะทะตื่นตัวขึ้นอย่างประหลาด
พลังปราณใสแวววามโคจรอย่างเป็นระเบียบยิ่ง
แต่พอกะทะถอยความรับรู้มาภายนอก
เขาก็เกือบจะชนกับลุงคนหนึ่งแต่งกายเสื้อขาวกางเกงขาวสะอาด
แต่ใบหน้าซิกะทะไม่เคยเห็นใครที่มีเลือดฝาดแสดงออกทางใบหน้า
ช่างสดใสแปร่งปรั่งเหมือนผิวทารก

กะทะถอยตัวออกมานิดหนึ่ง โค้งคำนับให้แล้วพูดว่า
“ขอโทษครับลุง….”
แต่พอกะทะเงยหน้าขึ้นกลับพบกระแสเสียงก้องกังวานภายในจิตของเขาทันที
“สัญชัย..มาไปกับคุรุ…”

กะทะตะลึงลานกับกระแสเสียงคุ้นเคยนี้ยิ่งนัก
ที่เขาได้สัมผัสมาตลอดคือลุงคนนี้นี่เอง
ในพริบตาชายชราจับมือกะทะแล้วทำท่าเหมือนจะก้าวเดิน

กะทะรู้สึกวาบในกายเหมือนภายในของเขาจะแปรปรวน
กะทะปั่นป่วนจนต้องหลับตาลง
พอรู้สึกดีขึ้นลืมตา

“แอ๊ะ…”
กะทะร้องอย่างแปลกใจและอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่ได้ยืนอยู่ในมหาวิทยาลัยอีกแล้ว
สถานที่ที่เขายืนอยู่นี้มันก็คือป่าทึบดีๆนี่เอง

ชายชราที่ชี้มือไปที่ก่อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งแล้วส่งกระแสเข้าไปในจิตว่า
“สัญชัย..เธอจงนั่งลงก่อน…”
กะทะก้าวแล้วปีนขึ้นไปบนก้อนหิน
หินก้อนนั้นที่มีลักษณะกลมแต่ด้านบนเรียบเหมือนถูกตัด
“สัญชัย..เธอขึ้นไปนั่งขัดสมาธิ..เดินปราณเดี่ยวนี้….”

กะทะทำตามอย่างว่าง่าย
ขึ้นไปนั่งบนก้อนหินแล้วขัดสมาธิเพชร
ใช้นิ้วชี้จีบจรดนิ้วหัวแม่มือในลักษณะดอกบัวทั้งสองข้าง
โดยเหยียดแขนตรงไม่งอข้อศอกวางหลังมือลงที่หัวเข่า

ในพริบตาเดียวกะทะโคจรพลังได้นับพันๆรอบโดยคล่องแคล่ว
ก่อนที่กะทะจะลืมตายึ้นกระแสเสียงส่งมาบอกว่า

“สัญชัย..เธอเตรียมตัวฝึกกสิณให้ดี
ฉันจะส่งภาวะกสิณเข้าสู่ฐานจิตของเธอ
เพียงกำหนดให้รวมกับจิตเดิมเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น”

กะทะกายสงบใจสงบรอการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
เขารับรู้และเข้าใจจากภายในจิต
สภาวะเหมือนผุดรู้ขึ้นจากความทรงจำอันลางเลือนเก่าๆ

กสิณ..คือการเพ่งวัตถุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
โดยใจหรือจิตรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งนั้น
ย้ำว่ารวมอย่างสมบูรณ์จนเป็นหนึ่งเดียว

“สัญชัย..นี่คือปฐวีกสิณ หรือกสิณดิน
เธอจงเพ่งคุณสมบัติดินที่เราแสดงในใจเธอขณะนี้
ให้จิตตั้งมั่นคล่องแคล่ว จนเป็นประกายพฤกษ์”

กะทะสำเนียกรู้ถึงสภาวะดินภายในใจเขา
จิตของกะทะสัมผัสเรียนรู้และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดิน
แค่ชั่วอึดใจสภาวะดินก็เป็นประกายพฤกษ์

“สัญชัย..นี่คือเตโชกสิณ หรือกสิณไฟ
เธอจงเพ่งคุณสมบัติของไฟ จนมีสภาวะหลอมรวมเช่นเดียวกับปฐวีกสิณ”
กะทะรู้สึกได้ถึงสภาวะของไฟที่รุนแรงในมโนสำนึก
กำหนดเพ่งเข้าหาคุณสมบัติของไฟจากไฟสีแดง
อีกครู่เป็นเหลือง แล้วกลายเป็นสีขาว แล้วในที่สุดไฟก็เป็นประกายพฤษ์

“สัญชัย..เธอเรียกความสามารถเดิมเธอมาได้แล้ว
ต่อไปเธอก็ทำ วาโยกสิณ หรือกสิณลม
อากาสกสิณ หรือกสิณช่องว่าง
เอาจิตเพ่งอยู่กับอากาศธาตุ นึกถึงอากาศ
อาโลกสิณ กสิณแสงสว่าง นึกถึงแสงสว่าง
อาโปกสิณ หรือกสิณน้ำ ให้จิตหลอมรวมกับน้ำเอาไว้
ต่อด้วยโลหิตกสิณ หรือกสิณสีแดง
นีลกสิณ กสิณสีดำ
ปีตกสิณ กสิณสีเหลือง
จนสุดท้ายคือ โอทากสิณ กสิณสีขาว”

เวลาผ่านเพียงครู่เดียวกะทะก็แคล่วคล่องชำนาญในกสิณทั้ง 10
เขาทบทวนฝึกฝนวนไปเวียนมา จากกสิณชนิดนี้ไปชนิดโน้น
นับได้ร้อยรอบพันรอบ ด้วยความรู้สึกที่สุดแสนจะบรรเทิงเริงใจ
กะทะเกิดความรู้ขึ้นมาว่านี่เองที่เรียกว่า “กีฬาสมาธิ”

“สัญชัย..ต่อไปเธอเตรียมฝึกอสิณให้เป็นอภิญญา”
กะทะรับทราบและสัมผัสว่า อภิญญา ก็คือ ความรู้อันยิ่ง
ซึ่งก็คือปัญญาความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติ
เป็นความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตอย่างเข้มข้น

“ที่คุรุจะสอนเธอ..รวมเรียกว่าโสสัตตภิญญา
ซึ่งจะเอาองค์รวมของกสิณทั้ง 10 ออกมาใช้งานให้ได้อย่างใจต้องการ”

ในมโนสำนึกของกะทะสัมผัสได้ถึงการกระทำอภิญญา
การแสดงอิทธิวิธิ หรือแสดงฤทธิ์ต่างๆ อันได้แก่
ทิพพโสต มีหูทิพย์ เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้
ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ทิพพจักขุ มีตาทิพย์
สามารถเห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็นได้ยากได้
ส่วนในข้อสุดท้ายอาสวักขยญาณ การทำอาสวะให้สิ้นไป
อยู่ที่การตัดสินใจของเธอเอง

“สัญชัย..เธอเข้าใจถึงอิทธิวิธีแล้วใช่หรือไม่….?”
กะทะลืมตาขึ้น พยักหน้าแล้วทดลองเข้ากสิณรวมเพื่อแสดงฤทธิ์แบบเล็กๆ
โดยทดลองเข้าวาโยสกสิณกำหนดให้ลมยกตัวขึ้นจากพื้นก้อนหิน
กะทะลอยขึ้นช้าๆ เขารู้สึกว่ามันไม่ยากอยู่ที่ใจเขาเองต่างหาก

กะทะลอยมาจนถึงเบื้องหน้าคุรุจากอดีตของเขา
จากนั้นคลายอานาจของกสิณลงคุกเข่าก้มลงกราบฟุบนิ่งอยู่แทบเท้า
กะทะรู้สึกตื้นตันใจเป็นล้นพ้นจนน้ำตานองหน้า

“สัญชัย..ภาระของเธอยังมีอีกมาก
จุดนี้เธอสามารถดึงความสามารถในอดีตกลับมาได้แล้ว
แต่เธอต้องฝึกฝนให้ชำนาญ ราณีรอเธออยู่….”

กะทะก้มลงกราบอีกครั้ง
พอเงยหน้าขึ้นคุรุจากอดีตของเขาหายไปจากที่ตรงนั้นอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
กะทะหันสำรวจรอบด้านก็ไม่ร่องรอยใดๆให้สังเกตได้

กะทะรู้สึกว่าแล้วเขาจะออกจากที่ตรงนี้ได้ยังไง
ฉับพลันก็มีเสียงดังขึ้นในจิตของเขาว่า
“ใช้อภิญญารวมซิ สร้างมโนภาพที่จะไปแล้วรวมจิตดิ่งเข้าไป…แค่นี้เอง…”

กะทะทดลองทำตามเสียงคุรุที่บอกมาในมโนสำนึก
เกิดความรู้สึกวูบวาบไปทั่วร่าง ปรากฎว่ามายืนตรงที่ร้านขายน้ำพอดี

กะทะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมอง
นึกคำนวณเวลาที่เขาออกจากห้องสอบมายืนดูเพื่อนๆแล้วเดินมาชนชายชรา
เทียบกับเวลาขณะนี้ มันเหมือนผ่านไปไม่กี่วินาทีนี่เองเอง

…………………..

กะทะตัวชาเห่อขึ้นมา
ในความรู้สึกเขามั่นใจว่าในช่วงที่เขาฝึกกสิณและอภิญญากับคุรุนั้น
จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามชั่วโมงแน่นอน

กะทะหันมองรอบๆข้างยกเลิกการซื้อน้ำดื่ม
ประสาทสัมผัสของเขาได้ยินเสียงคนจำนวนมากมาย
ชายบ้าง หญิงบ้างเซ็งแซ่ไปหมด
แต่ปรากฎว่าเขาเหล่านั้นอยู่คนเดียว ปากไม่ได้ขยับ
หรือไม่ได้คุยกับบุคคลอื่น แต่เสียงพวกเขาเหล่านั้น
กลังอื้ออึงออกมาจากใจที่สับสนวุ่นวายนี่เอง

กะทะโฟกัสเข้าหาคนใดคนหนึ่ง
รู้สึกว่าเขาสามารถที่จะรู้สามอย่างพร้อมกัน
คือ รู้อดีต ปัจจุยัน และอนาคตของคนนั้น

การรับรู้มันผุดเป็นภาพและเสียงขึ้นมาให้รับรู้ได้เลย
นี่ฤทธิ์ในการรู้วาระจิตของผู้อื่นที่คุรุแสดงให้เขาดูนั่นเอง

กะทะนึกอยากกลับไปหาพี่พลอย
เขาคิดไปถึงวิธีการก้าวเท้าแบบที่คุรุใช้
กะทะให้กะสิณรวมอากาศ ปฐวี อาโปรวมพร้อมกัน
โดยจิตตั้งความต้องการหรือที่เรียกกันว่า “อธิษฐานจิต” มั่นคงเองไว้

กะทะก้าวขาออกไป
เขารู้สึกว่าเหมือนตัวเองล่องลอยในห้วงอวกาศ
แต่พอยกขาอีกข้างก้าวไปข้างหน้า
รู้สึกว่าเขามาถึงหน้าบ้านตัวเองเรียบร้อยแล้ว
กะทะยกฝ่ามือขึ้นมาดู ทุกอย่างก็เป็นปกติ นาฬิกาก็เดินปกติ
ระยะทางเกือบ 20 กิโลเมตรใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที

“กริ้งงงงงงงงงงงงงงงงง”
กะทะกดกริ่งประตูเรียกพี่พลอยให้มาเปิดประตู
พี่พลอยเห็นกะทะยืนอยู่ก็ยิ้มร่า
“กะทะ..วันนี้กลับเร็วเชียวนะ ??”
“ผมสอบ..เลยเสร็จเร็วพี่พลอย…”

กะทะเดินตามพี่พลอยเข้าบ้าน แล้วไปนั่งที่โซฟา
ชั่วครู่พี่พลอยเอาน้ำส้มแก้วใหญ่ที่เย็นจัดมาให้

“ขอบคุณ..พี่พลอย…ผมเจอคุรุของผมแล้วพี่…”
พี่พลอยมองกะทะอย่างตื่นเต้น
กะทะฝึกอภิญญามาแล้วละซิ
กะทะผงกหัว แปลกใจที่พี่พลอยมักรู้อะไรๆอยู่เสมอ

“พี่พลอยรู้เหรอ…ใครบอก…”
“ราณี..เค้าบอกพี่เอง…” พี่พลอยบอกเสียงเรียบ

“กะทะเล่าให้พลอยฟังหน่อยซิ..ว่าฝึกยังไงบ้าง….”
“คุรุ…บอกให้ผมทำตาม แค่นั้นแหละพี่พลอย ใช้เวลาบนโลกไม่ถึงนาทีเอง…”
“เหรอ…เล่าให้พี่พลอยฟังดูหน่อยซิ”

กะทะเล่ารายละเอียดต่างๆตั้งแต่เจอคุรุ
ท่านพาเขาไปในป่าแห่งหนึ่งที่ไม่ทราบว่าที่ไหน
ให้เขาทำการฝึกฤทธิ์การควบคุมและการใช้
สุดท้ายจบลงที่การย่อแผ่นดินกลับมายังจุดเดิม แล้วกลับมาบ้านนี่แหละ

“กะทะ..แค่พอจะช่วยราณีได้หรือเปล่า….”
กะทะส่ายหน้า สบตามองพี่พลอย ต่างก็ไม่มีคำตอบ